ก่อนอื่นต้องขอบอกไว้ก่อนนะว่าในบันทึกหลักฐานทางประวัติศาสตร์นั้น ได้มีการเล่าถึงพระเจ้าเสือ เอาไว้หลากหลายกระแสด้วยกัน  พระเจ้าเสือ  โดยบางฉบับก็ได้บรรยายเอาไว้ ในทางที่ร้าย ร้ายสุดๆเหมือนกัน ในขณะที่บางฉบับก็ได้ทำการบันทึกเท่าไว้ เฉดเช่นเดียวกับพระมหากษัตริย์ กรุงศรีอยุธยา ทั่วไปนั่นเอง

ในวันนี้สิ่งที่จะเราจะนำมาเล่านั้น ก็เพื่อที่จะให้ทุกๆคนได้ข้อมูล ที่หลากหลาย รอบด้าน ซึ่งจะสามารถนำเก็บเอาไว้เพื่อเป็นความรู้พื้นฐาน ทางประวัติศาสตร์ ถ้าหากว่าสนใจที่จะศึกษาในครั้งต่อๆไป หรือว่าถ้าหากอยากศึกษาลึกไปกว่านี้ ก็สามารถที่ดูได้จากหนังสือ ข้อมูลอ้างอิงที่ทำการระบุเอาไว้ ซึ่งจะได้เห็นอย่างครบถ้วนกันเลย

 ข้อมูลกระแสหนึ่ง เชื่อกันว่าหลวงสรศักดิ์ หรือว่าเดื่อ

 แท้จริงแล้วเป็นโอรสองค์หนึ่ง ของขุนหลวงนารายณ์ มีแม่คือเจ้าจอมสมบูรณ์ ผู้เป็นเจ้าหญิงที่มาจากเชียงใหม่ แต่ว่าก่อนที่จะคลอดออกมา ขุนหลวงนารายณ์ก็ยก เจ้าจอมสมบูรณ์ให้กับพระเพทราชาเจ้ากรมคชบาลไป ขุนหลวงนารายณ์เองก็เหมือนจะยอมรับอยู่ ในทีว่าพ่อเดื่อนั้นเป็นโอรส แต่ว่าที่พระราชทานยศให้เป็นแค่หลวงสรศักดิ์ ซึ่งไม่ใช่ตำแหน่งของราชวงศ์ก็เพราะ ถือว่าพ่อเดื่อนั้นเป็นลูกบุญธรรมของพระเพทราชาไปแล้วนั่นเอง

 เมื่อโตขึ้นหลวงสรศักดิ์ได้ รู้ว่าตนเองไปโอรส ของขุนหลวงนารายณ์ ก็ได้อ้างสิทธิ์ในราชสมบัติ อยู่หลายหน โดยปรากฏอยู่ในบันทึกหลายๆฉบับ แต่ว่าสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ไม่ทรงเชื่อว่าหลวงสรศักดิ์ เป็นโอรสของขุนหลวงนารายณ์ เพราะว่าถ้าเป็นโอรสจริง ก็ไม่น่าที่จะสมคบกับพระเพทราชา ก่อการชิงบันลัง

และถ้าหากว่าขุนหลวงสรศักดิ์อยากได้บันลังจริง สู้เข้าไปประจบแล้วขอจากขุนหลวงนารายณ์ไม่ดีกว่าหรือ เมื่อสมเด็จพระเพทราชาสวรรคต หลวงสรศักดิ์ซึ่งก่อนหน้านี้ ได้ตำแหนงพระมหาอุปราช ก็ทรงได้ขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์องค์ที่ 2 ของราชวงศ์บ้านครูหลวง ทรงพระนามว่า สมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ 8 แต่ว่าชาวบ้านทั่วไปมักเรียกกันว่า พระเจ้าเสือ

ส่วนสาเหตุที่เรียกพระองค์ว่าพระเจ้าเสือ มีการบันทึกเอาไว้เป็นหลักฐานหลายแห่ง เช่นในพระราชพงศาวดาร ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม)  ufabet  ซึ่งเป็นหลักฐานที่ชำระเมื่อตอนรัตนโกสินทร์ และก็หลักฐานฉบับนี้ ให้รายละเอียดในการบันทึก พระอุปนิสัยของพระเจ้าเสือ ซึ่งเป็นที่มาของคำว่าพระเจ้าเสือเนี่ย เอาไว้ในทางที่ร้ายสุดๆกันเลย

โดยแต่ละเรื่องนั้นจะมีแต่เรื่องที่หวาดเสียวด้วยกัน ซึ่งถ้าใครอยากรู้ว่าระเจ้าเสือร้ายอย่างไรบ้าง โอกาสหน้าดิฉันจะมาเล่าให้ฟังนะ

วัดบ้านเด่น สะหลีศรีเมืองแกน สำหรับประวัติวัดที่เรากำลังจะพูดถึงกันในบทความนี้ก็คือวัดบ้านเด่นสะหรีศรีเมืองแกน   ซึ่งวัดแห่งนี้นั้นเป็นวัดที่มีชื่อเสียงอีกแห่งหนึ่งของจังหวัดเชียงใหม่สิ่งที่ทำให้วัดแห่งนี้มีความโดดเด่นนอกจากสถาปัตยกรรมที่สวยงามแล้ววัดแห่งนี้ยังมีการปลูกต้นโพธิ์ไว้เยอะแยะมากมายเต็มไปหมด

ซึ่งจะเห็นได้จากการที่เมื่อเดินเข้าไปภายในพื้นที่บริเวณวัดนั้นไม่ว่าจะเป็นมองไปทางซ้ายหรือมองไปทางขวาก็จะเต็มไปด้วยต้นโพธิ์ละลานตาซึ่งชาวเชียงใหม่หรือคนเหนือนั้นเรียกต้นโพธิ์ว่าต้นสะหรี่นั่นเองทำให้วัดแห่งนี้ถูกตั้งชื่อให้มีความสัมพันธ์กับต้นโพธิ์

           นอกจากนี้วัดแห่งนี้ยังถือว่าเป็นวัดที่มีความเก่าแก่เป็นวัดที่มีการสร้างมาตั้งแต่ในสมัยยุคโบราณอาการเลยก็ว่าได้ซึ่งภาษาเหนือคำว่าโบราณนั้นก็คือเมืองแกนดังนั้นเมื่อเอาคำสองคำนี้มาผสมผสานกันจึงกลายเป็นคำว่าศรีเมืองแกนั่นเองอย่างไรก็ตาม

แต่เดิมวัดแห่งนี้นั้นไม่ใช่ว่าจะชื่อวัดบ้านเด่นสะหรีศรีเมืองแกนแต่ชาวบ้านเรียกกันสั้นๆว่าวัดบ้านเด่นหลังจากนั้นได้นำชื่อมาผสมผสานกับเมืองโบราณรวมถึงต้นโพธิ์กลายเป็นหมาเป็นชื่อใหม่นั่นก็คือวัดบ้านเด่นสะหรีศรีเมืองแกนมาจนถึงปัจจุบันนี้นั่นเอง  

        อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้วัดบ้านเด่นสะหรีศรีเมืองแกนในไม่ได้มีความสวยงามเหมือนที่เห็นในปัจจุบันนี้ยังเป็นวัดที่มีพื้นที่ไม่กว้างขวางมากนักและอาการสถาปัตยกรรมก็ยังคงลักษณะของความทรุดโทรมมาตามกาลเวลาจนมีพระครูบาเทืองนาถสีโลเข้ามาบูรณะซ่อมแซมวัดแห่งนี้ขึ้นมาใหม่ให้ดูสวยงามมากยิ่งขึ้น

        โดยเข้ามาดูแลจัดการในช่วงประมาณปีพ.ศ 2437 ซึ่งความตั้งใจของครูบาเทืองนาถสีโลนั้นก็คือต้องการให้วัดแห่งนี้นั้นกลายเป็นสถาปัตยกรรมที่มีความสวยงามเป็นศาสนสถานที่สามารถดึงดูดให้คนมาทำบุญเพื่อที่จะได้ฟังคำสั่งสอนและพระเทศนาเป็นการขัดเกลาจิตใจ  เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่แฝงด้วยคติทำเป็นสถานที่ที่ผู้คนอยากจะมาทำบุญไหว้พระกันนั่นเองดังนั้นพระครูบาเทืองนาถสีโลจึงได้มีการบูรณะซ่อมแซมวัดแห่งนี้ขึ้นมาใหม่ให้มีความงดงามวิจิตรบรรจง 

           สำหรับสิ่งก่อสร้างภายในวัดบ้านเด่นสะหรีศรีเมืองแกนนั้นมีเยอะแยะมากมายเต็มไปหมดไม่ว่าจะเป็นพระสถูปเจดีย์หรือพระวิหารรวมถึงยังมีอุโบสถวิหารเสาอินทขิล  นอกจากนี้ยังมีหอไตรหอกลองรวมถึงกุฏิไม้สักทรงล้านนาซึ่งแต่ละสิ่งก่อสร้างนั้นก็มีความงดงามกับตามากเลยทีเดียวสำหรับอาคารสิ่งก่อสร้างส่วนใหญ่ที่อยู่ภายในบริเวณวัดนั้นจะเน้นการทาสีขาวสีทองและสีน้ำเงินเป็นหลัก 

 

สนับสนุนโดย.    ufa สล็อตแตกบ่อย

สถานที่ที่เป็นสิ่งมหัศจรรย์  ไม่ว่าบนโลกของเราจะมีสิ่งลึกลับอะไร นักวิจัยและนักวิทยาศาสตร์ก็สามารถหาคำมาอธิบายกันได้ แต่ว่าสิ่งเหล่านี้มันจะเกิดจากธรรมชาติสร้าง หรือว่าเป็นการกระทำของมนุษย์ ก็ตาม แต่เราเห็นจริง มันเป็นสิ่งพิเศษ หรือเรียกว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์อย่างหนึ่ง ที่ได้ถูกค้นพบบนโลก

หลายคนมองว่ามันคือภาพตัดต่อ แต่ถ้ามองลึกๆลงไปจริงๆ คุณจะทราบว่ามันยังมีสิ่งมหัศจรรย์บนโลกของเราอีกมากมาย ที่เรายังไม่ทราบ หรือเรายังหาคำตอบไม่ได้ มาดูกันดีกว่าว่าสิ่งที่เราพูดถึงคืออะไร และมันจะดูแปลอย่างที่เราได้เอ๋ยไปมั้ย เนื้อหาใจความจะเคยได้ยินกันรึเปล่า และมันเป็นอันตรายอะไรกับพวกเราบ้าง วันนี้ได้ ไขข้อข้องใจสำหรับทุกคนอย่างแน่นอน

The sea of stars

ด้วยพื้นทรายที่ดูละเอียดสีขาว น้ำทะเลสีฟ้า ประกอบกับท้องฟ้าที่ดูแจ่มใส ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมผู้คนทั่วโลก ต่างต้องการที่จะเดินทาง มาสัมผัสกับบรรยากาศแบบนี้ ที่หมู่เกาะมัลดีฟส์ โดยเฉาะที่เกาะวาดู หากคุณไปยังเกาะแห่งนี้ ในช่วงฤดูร้อนแล้ว คุณจะพบกับความแปลกฟระหลาดที่ไม่เคยพบเห้นจากที่ใดบนโลกนี้มาก่อน

คลื่นที่ซัดเข้าหาชายฝั่งจะเต็มไปด้วยแสงสีฟ้านีออน ที่ดูเหมือนว่าดวงดาวที่อยู่บนท้องฟ้า กำลังตกลงมาอยู่พื้นชายหาด ปารกฎการณ์ที่น่าทึ่งนี้ถูกเรียกว่า The sea of stars ซึ่งมันจะเกิดขึ้นเฉาะบนเกาะวาดู ในช่วงฤดูร้อนเพียงเท่านั้น 

นักวิทยาศาสตร์ยังไม่สามารถคาดเดาได้ว่าอะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดแสงสะท้อน ที่เกิดขึ้นเป็นจำนวนมากเช่นนี้ แต่ที่พวกเขารู้แน่ๆก็คือ มันไม่ใช่ดาวที่ตกลงมาจากท้องฟ้า แล้วลอยอยู๋ในทะเล แต่มันคือแพลงต้อน เรืองแสง ที่มีชื่อว่า Lingulodinium Polyedrum 

พวกมันได้ผลิดแสงขึ้นมาจากสารเคมีที่มีชื่อว่า Luciferin ซึ่งมันเป็นกลไกลที่เกิดจากการกระตุ้นความเครียดและตอบสนองต่อการเคลื่อนไหวอย่างกะทันหันที่เกิดขึ้นในน้ำ มันเป็นกลไกลป้องกันที่ทำหน้าที่ เหมือนเป็นสัญญาณกันขโมยที่ต้องการที่จะขับไล่นักล่าที่เข้าใกล้พวกมันมากจนเกินไป 

หรือเพื่อใช้เป็นตัวดึงดูดให้นักล่าที่ตัวใหญ่กว่ามาจัดการนักล่าที่เล็กกว่านั่นเอง แม้ว่าแสงสีฟ้านี้อาจจะทำให้นักล่าในท้องทะเลต้องหวาดกลัว แต่ว่าในทางกลับกัน มันกลับเป็นตัวดึงดูดให้นักท่องเที่ยว ได้เดินทางเข้ามาสัมผัสกับสีสัน ในท้องทะเลที่หาดูจากที่ไหนไม่ได้ นอกจากที่นี่ได้อย่างแน่นอน

 

สนับสนุนโดย.    Royal Online 8888

       เมืองทวารวดีอีกชื่อหนึ่งคือเมืองทวารกานี้เราอาจเคยผ่านหูผ่านตามาบ้างถ้าเคยอ่านมหาภารตะของอินเดียว่าเป็นเมืองของพระกฤษณะในมหาภารตะได้พูดถึงพระกฤษณะที่ช่วยอรชุนรบชนะและได้ครองเมืองทวารการูปนางคันธมาลีผู้เป็นแม่ของเจ้าชาย 100 คนที่รบแพ้และเสียชีวิตไปหมดจากให้คนของพระกฤษณะฆ่ากันเอง เมืองทวารวดี และเมืองจะต้องยอมสูญหายไป

        ซึ่งต่อมาได้มีนักสำรวจชาวอินเดียได้ค้นพบเมืองนี้จริงๆว่าจมอยู่ใต้น้ำบริเวณอ่าวฝั่งทะเลอาหรับ ค้นพบครั้งแรกในปี 1930 ได้สำรวจเรื่อยมาโดยพบทั้งอิฐบล็อกและซอยต่างๆมีอายุก่อนคริสตกาลเรา 1500 ถึง 3000 ปีและจากหลักฐานที่ขุดค้นพบทำให้สันนิษฐานได้ว่าเมืองทองอาการนี้น่าจะเป็นเมืองท่าที่สำคัญในการติดต่อค้าขายระหว่างอินเดียกับประเทศอื่นๆที่ล่องเรือมาค้าขายในอดีตและคำว่าทวารเองก็แปลว่าประตูในภาษาสันสกฤตอีกด้วย 

       เมืองสิงโต  ประเทศจีน 

       เมืองนี้มีชื่อจริงว่าเมืองซื้อเชิงอยู่ในเขตหางโจเป็นเมืองที่สร้างขึ้นกว่า 1904 มาแล้วในสมัยราชวงศ์ฮั่นต่อมาในปีพุทธศักราช 2502 ก็ได้มีการสร้างเขื่อนขึ้นทำให้น้ำท่วมบริเวณนั้นกลายเป็นทะเลสาบเขียนเตาหรือทะเลสาบพันเกาะซึ่งคนส่วนใหญ่ผ้าก็ลืมไปหมดแล้วว่ามีเมืองโบราณจมน้ำอยู่

       จนปี 2545 รัฐบาลท้องถิ่นได้ทำการค้นหาเมืองนี้โดยร่วมมือกับกองทัพเรือจีนที่ส่งผู้เชี่ยวชาญด้านโบราณคดีใต้น้ำมาช่วยจนเจอเมืองนี้ซึ่งสร้างความตื่นตาตื่นใจและสภาพเมืองที่ดูสมบูรณ์แม่อยู่ใต้น้ำมานานทั้งซุ้มบานประตูอาคารบ้านเรือนถนนหนทางอยู่ในสภาพดีเยี่ยมซึ่งกลายมาเป็นที่ท่องเที่ยวและจุดดำน้ำที่กำลังเป็นที่นิยมจากนักดำน้ำทั่วโลกสำหรับชื่อเมืองสิงโตครับเพราะเมืองอยู่ใกล้ภูเขาสิงโตนั่นเอง

    ปิระมิดออฟ โยกูนิ  ประเทศญี่ปุ่น

 ตั้งอยู่ที่เกาะโยกูนิ เป็นสถานที่ดำน้ำยอดนิยมก็เป็นแหล่งอาศัยของฉลามหัวค้อนจำนวนมากและเมื่อปี 1986 ก็ได้มีนักดำน้ำไปพบเข้าโดยบังเอิญมันเป็นหินที่เหมือนขั้นบันไดยักษ์หรือบางคนก็ว่าเหมือนปิระมิดเรียงซ้อนกันขึ้นไป   นักธรณีวิทยาใต้ทะเลชาวญี่ปุ่นได้ลงไปสำรวจและทำแผนที่โครงสร้างหินพวกนี้อยู่นับ 10 ปีและเขาก็มั่นใจว่ามันคือซากเมืองโบราณอายุกว่า 500 ปีที่เกิดจากฝีมือมนุษย์อย่างแน่นอน

       แถมยังพบหลักฐานที่คล้ายตัวหนังสือของชาวฟินิเชียน หนึ่งในอารยธรรมโบราณรวมไปถึงสิ่งก่อสร้างที่คล้ายสฟริงหน้าคนแต่ก็มีทั้งผู้ที่เห็นด้วยและผู้ที่เห็นต่างโดยฝ่ายที่เห็นต่างก็บอกว่ามันเป็นฝีมือของธรรมชาติด้วยหินทรายนั้นมักจะแตกออกเป็นแผ่นทำให้เกิดขอบที่เรียบโดยเฉพาะพื้นที่แถบรอยเลื่อนของเปลือกโลกแผ่นก็มักจะเกิดหินแบบนี้อยู่เป็นประจำตัวที่บอกเป็นตัวอักษรมองยังไงก็เป็น

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย.  gclubเครดิตฟรี

โดยสถานการณ์ของฝากประเทศยูเครนต่างก็รู้ดีอยู่แล้วว่าตอนนี้ยูเครนที่ตอนนี้กำลังบีบแต่ก็ดูเหมือนว่ายูเครนยังหน้าเนียนอยู่ยังไม่มีความสะทกสะท้าน ยูเครนไม่สนกองทัพรัสเซีย หรือว่าจะสะทกสะท้านหรือเปล่าก็ยังไม่แน่ใจแต่สิ่งที่มันเกิดขึ้นนั้นก็คือว่า 

 ยูเครนเขตได้ปล่อยให้ประเทศรัสเซียนั้นได้บ้าอำนาจไปนั่นก็คือส่งทหารไปประชิดชายแดนลืมแม้แต่จะมีการมาซ้อมรบชายแดนของยูเครนก็ตามแต่ แต่ถ้าว่าอยู่เขตนั้นก็ได้กล่าวว่าขายของดีกว่าในช่วงเวลานั้น

ก็ได้ดำเนินการส่งอาวุธไปขายให้แก่ชาติต่างๆนอกภูมิภาคเช่นการขายทั่วไปธนาวุฒิการต่อต้านรถถังที่เราเรียกกันว่า aggs เป็นขีปนาวุธนวิถีต่อต้านรถถังยูเครนได้มีการขายไปในหลายประเทศก็จะมีอินโดนีเชียปากีสถานบังกลาเทศ

เพราะว่าในเวลานี้อาวุธของ ยูเครน ได้ขายขยายไปหลายภูมิภาคโดยถือว่าเป็นสำนักงานที่ถูกออกแบบโดยสำนักงานแห่งรัฐได้กลายมาเป็นมหาอำนาจด้านอุตสาหกรรมด้านการป้องกันประเทศของประเทศยูเครนในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา 

ซึ่งกำลังมองหาบทบาทของตนเองที่กำลังจะมีการขยายการขายอาวุธของตนเองไปยังตลาดโลกพอถือว่าที่ผ่านมานั้นก็ประสบความสำเร็จในสัญญาหลายฉบับทั้งในยุโรปของตะวันออกและเขตตะวันออกกลางรวมไปถึงบริษัทของยูเครนแห่งนี้ก็กำลังที่จะขยายอิทธิพลไปยังแถบต่างๆ 

ในแถบของเอเชีย และเอเชียใต้ ก็จะมีอินโดนีเซีย ปากีสถาน และก็บังกลาเทศ และยิ่งไปกว่านั้นรัฐวิสาหกิจของรัฐนั้น ก็กำลังดำเนินการสาธิตระบบต่อต้านรถถังอยู่ 2 แบบก็คือรุ่น script และก็รุ่น square 

โดยถือว่าได้ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากในภูมิภาคตอนนี้รวมถึงว่าการจะส่งระบบอาวุธแบบนี้ไปยังตลาดของบังกลาเทศด้วยซึ่งข้อมูลข่าวดังกล่าวนั้นก็มาจากหน่วยงานความมั่นคงของบังกลาเทศได้มีการพูดถึงว่าหน่วยงานความมั่นคงของบังกลาเทศประสบความสำเร็จ 

ในการทดสอบการยิงขีปนาวุธต่อต้านรถถัง รุ่น อาร์เค 3 คอแซ ที่ได้มีการผลิตอยู่ในยูเครน และขอทราบเป็นขีปนาวุธนำวิถีต่อต้านรถถังที่เล็กที่สุดก็มีวัตถุประสงค์ทำลายเป้าหมายเช่นพวกรถหุ้มเกราะสมัยใหม่หรือยุทโธปกรณ์แบบอื่นๆที่มันสามารถเคลื่อนที่ได้หรือว่าตึงอยู่กับที่

ในนั้นก็จะรวมพวกรถยานเกราะทั้งหลายไม่เว้นแต่รถพวกยันต์เกราะที่มีการติดตั้งแบบเกาะปฏิกิริยา E r a ตลอดจนเป้าหมายที่เจาะจงที่ตั้งเช่นตำแหน่งที่ตั้งอาวุธที่ตั้งปืนใหญ่หรือแม้แต่รถถังที่แอบอยู่ในบังเกอร์หรือว่าแอบอยู่ในซอกหรือต่างๆรวมไปถึงรถหุ้มเกราะขนาดเบาไม่เว้นแต่แฮร์รี่คอปเตอร์ที่มันบินสูงในระยะ 3 กิโลเมตร 

นอกจากนี้ทางรัฐบาลยังได้ประสบความสำเร็จในการทดสอบขีปนาวุธนำวิถีที่ได้มีการทดสอบยิงออกมาจากรถยานเกราะ เช่น m113 ก็ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของการมาสาธิตอาวุธให้แก่ลูกค้าชาวเอเชีย แต่ก็ยังไม่ได้มีการระบุชื่อว่าให้ลูกค้าชาติไหน

 

ได้รับการสนับสนุนโดย.  gclub ทดลองเล่น

ในวันนี้เราจะมาพูดถึงเรื่องราวของดินแดนคือเรียกได้วาถ้าเรามาดูบนโลกใบนี้ สมัยอาณาจักรออตโตมัน มันก็มีอะไรอยู่เต็มไปหมดเลยนั่นก็คือประเทศนั่นเองมนุษย์ได้เครมพื้นที่ว่าตรงนี้เราเป็นเจ้าของประเทศเราเป็นเจ้าของกันเต็มไปหมดเลยและคุณคิดดูว่ามนุษย์มีอยู่กี่ปีแล้วในโลกใบนี้

แต่ก็หลายพันปีในแบบที่มีอารยธรรมแล้วถูกไหมแต่จริงๆแล้วก็อยู่เป็นหมื่นปีแล้วมนุษย์ในสมัยมนุษย์ลิงมนุษย์ถ้ำเราเลยก็ย้อนกลับไปนานมากๆเลยก็เลยได้ว่ามนุษย์เองเป็นสัตว์ที่ครองโลกมาตั้งนานแล้วแต่คุณรู้หรือไม่ถึงแม้ว่ามนุษย์จะอยู่บนโลกนี้มานานแสนนานีการก่อตั้งประเทศมากมาย

ดินแดนบนโลกยังคงมีดินแดนที่เหลือว่างอยู่ใครจะไปตั้งประเทศตรงนั้นก็ได้ไม่มีคนเอาดินแดนตรงนั้นเป็นเจ้าของไม่มีใครอ้างกรรมสิทธิ์ของดินแดนตรงนั้นนั่นเองซึ่งคุณสามารถไปตั้งประเทศเป็นของตัวเองได้เลยอันนี้ไม่ได้โกหกถ้าคุณจะเอาธงของตัวเองไปปักหรือจะเข้าไปทำอะไรตรงนั้นก็ได้มันไม่มีกฎหมายก็เรียกได้ว่าเหมือนอยู่บนดวงจันทร์เราตั้งกฎของเราเองก็ได้นี่เป็นประเทศม่อนเราใช่กฎหมายม่อนในดินแดนแหงนี้ก็ทำได้

ซึ่งบอกไว้เลยว่าจากดินแดนที่เป็นเหมือนอาณาเขตพื้นดินของโลกใบนี้มีที่ดินว่างอยประมาณหนึ่งเปอร์เซ็นต์ก็คือ99%ประเทศอื่นๆได้เครมไปแล้วว่าตรงนี้เป็นเขตประเทศแดนของเขาแต่มี 1% ที่ว่างอยู่ก็ไปจัดการกันได้เลย1%ของโลกทั้งใบมันเยอะมากเลยแล้วมันอยู่ที่ไหนกัน

โดยดินแดนนั้นก็คือเบียทาวิวทีนี่เรามาเจาะกันเลยดีกว่าว่าทำไมพื้นที่ตรงนี้ถึงไม่มีคนเอามันเป็นดินแดนต้องสาบหรือเปล่าขนาดมันก็ใหญ่พอๆกับประเทศลักเซมเบิร์กเลยแต่ก็ไม่มีใครจะเอาอยู่ดีคือเรื่องราวมันเรื่องมาอย่างนี้ในยุคโบราณเป็นยุคของการล่าอาณานิคม

อังกฤษเองก็ยิงใหญ่มากเลยทุกคนก็คงจะรู้ดีกันอยู่โดยอียิปต์เองมีสิ่งที่อังกฤษนั้นต้องการอยู่มากๆเลยแล้วก็อังกฤษกลัวเหลือเกินว่าจะเกิดอะไรกับสิ่งนั้นนันก็คือคลองซูเอสนั่นเองเพราะว่าอังกฤษเป็นเจ้าแห่งการเดินเรือในยุคนั้นถูกไหมการเดินเรือมีคลองซูเอสมาทำให้ระยะทางมันใกล้ขึ้นมากๆเลยระยะทางมันดีขึ้นมหัศจรรย์มากอังกฤษต้องกรอียิปต์ให้ได้

ซึ่งอียิปต์เองเรียกได้ว่าในตอนนั้นก็เป็นหนึ่งในส่วนหนึ่งของอาณาจักรออตโตมันแต่เรียกได้ว่าก็ปกครองตนเองไม่ได้ค่อยสนใจอะไรกับอาณาจักรออตโตมันจริงๆเทาไหร่หรอกก็เรียกได้ว่าเข้ามายึดซูดานทางอียิปต์ก็ต้องเจอกับปัญหาหลังจจากที่ยึดซูดานไปก็เรียกได้ว่ามีการต่อต้านก่อกบฏกันขึ้นมาเต็มไปหมดเลยก็เป็นเรื่องยากมากๆของอียิปต์เลยที่จะจัดการกับซุดาน

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย.    www.ufabet.com ลิ้งเข้าระบบ

ประวัติเกี่ยวกับสมัยรัชกาลที่6 สำหรับเรื่องนี้ได้เป็นเรื่องเล่าในสมัยรัชกาลที่6ครั้งนั้นพระองค์ได้ทรงประทับอยู่ที่ตําหนักจิตรลดารโหฐานเรื่องเล่าก็ได้มีอยู่ว่าวันหนึ่งรัชกาลที่6ท่านได้ต้องการเสด็จไปงานศพของพระญาติผู้หนึ่งที่เป็นลูกของรัชกาลที่4บางทีก็บอกว่าเป็นงานแต่งก็สรุปแล้วท่านจะเสด็จไปงานไหน

ซึ่งทั้งสองเหตุการณ์รัชกาลที่6ก็ต้องออกไปงานโดยรถส่วนพระองค์และทุกๆครั้งเวลาที่พระองค์ต้องการที่จะใช้รถพระองค์ก็จะไปขึ้นรถที่จุดนัดพบตรงพระที่นั่งอัมพรสถานและในคืนนั้นก็เช่นกันท่านก็ได้เสด็จไปจากพระตำหนักไปที่จุดนับพบนี้เองเพื่อที่จะขึ้นรถ

โดยเป็นการเสด็จมาเพียงพระองค์คนเดียงและในระหว่างที่กำลังจะเดินไปที่จุดนัดพบท่านก็ได้เห็นกับผู้บังคับการทหารรักษาวังที่ชื่อว่า นายพันโท จะหมื่นฤทธิ์ ได้เป็นทหารที่พระองค์ทรงโปรดปรานและก็สนิทสนมด้วยอย่างมากมายืนทำความเคารพอยู่คนเดียว

เมื่อรัชกาลที่6ได้เห็นและก็ทรงแปลกใจว่าทำไมถึงมาอยู่เฝ้าตรงจุดนี้ทำไมไม่ไปยืนตรงจุดนับพบแล้วมาคนเดียวแบบนี้จะมีเรื่องอะไรมาบอกพระองค์เป็นการส่วนตัวหรือเปล่าแต่ทว่าคนนั้นก็ไม่มีทีท่าว่าจะถวายหนังสือกราบบังคงทูลเรื่องอะไรเลยอีกอย่างหนึ่งก็คืองานที่จะไปวันนั้นก็ไม่ได้เป็นงานที่ต้องแต่งตัวแบบจัดเต็มแล้วคนในงานเขาก็มีการบอกให้ทุกคนแต่งเสื้อสีขาว

นอกจากนี้นายทหารผู้นี้กลับได้แต่งตัวมาเต็มยศเลยบางเรื่องก็บอกว่าพระองค์ทรงเดินมาถึงจุดนัดพบที่มีทหารทั้งหลายมารอรับเสด็จพระองค์ก็ทรงทอดพระเนตรเห็นทหารทุกคนแต่ว่ามีนายทหารผู้นี้แหละกับแต่งตัวสะเต็มยศเลยรัชกาลที่6ทรงเห็นแล้วก็นึกในใจว่าทำไมทหารคนนี้ถึงได้แต่งตัวมาสะเต็มยศแบบนี้คงอาจจะแต่งผิดมาก็ได้แต่พระองค์ก็ทรงไม่ทักอะไรเพราะกลัวว่านายทหารผู้นั้นจะเสียหน้าพระองค์ไม่ได้พูดอะไรแล้วก็เสด็จขึ้นรถไป

เพราะฉะนั้นแล้วเรื่องราวก็ได้ผ่านไปพระองค์ก็ไม่ได้นึกถึงเรื่องนั้นอีกแล้วจนกระทั่งรัชกาลที่6ก็ได้กลับมาจากงานในเวลานั้นก็เป็นเวลาเกือบตี3แล้วพระองค์ก็จะเสด็จขึ้นไปบนพระตำหนักเพื่อที่จะเตรียมการพักผ่อนและในตอนนั้นเองก่อนที่จะมาถึงห้องแต่งตัวท่านก็ได้ผ่านห้องโถงห้องหนึ่งและในตำหนักนั้นท่านกน็ได้ไปเห็นพานทองประหลาดอันหนึ่งได้ตั้งอยู่

ซึ่งในพานใบนั้นก็ได้มีธูปกระจ่างอยู่คู่กับเทียนอีกหนึ่งเล่มโดยเป็นของคนไทยที่เขาเอาไว้ใช้เผาศพพร้อมด้วยกระทงดอกไม้ตั้งอยู่และมีจดหมายลาตายของจะหมื่น ฤทธิ์ รณจักร

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย.  สมัคร sbobet โดยตรง

        ประเทศกัมพูชา นอกจากจะเป็นประเทศที่มีสถานทีท่องเที่ยวที่น่าสนใจหลายที่แล้ว ยังมีเรื่องราวที่สุดสยองและยังเป็นเรื่องราวที่ยังคงสามารถสร้างความสะเทือนใจต่อผู้ที่ได้ฟังเรื่องราวในครั้งนี้ได้อีกด้วย ซึ่งเรื่องราวที่เล่าให้ฟังต่อไปนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นที่ประเทศกัมพูชาเป็นความโหดร้ายที่มนุษย์ธรรมดาคงไม่สามารถทำได้

ซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนี้เกิดขึ้นมาเกือบสิบปีแล้วแต่ก็เป็นสิบปีที่สร้างความทรมานให้กับชาวกัมพูชา และเป็นเรื่องราวที่สร้างความหวาดกลัวให้กับคนทั่วโลกมาจนถึงทุกวันนี้ เรื่องราวของทุ่งสังหาร ซึ่งเปรียบเสมือนกับนรกในกัมพูชานั่นเอง

     สำหรับเรื่องราวที่เป็นเรื่องเล่าสยองขวัญในครั้งนี้ เกิดขึ้นเมื่อสมัยของนายพล ลอนนอล ซึ่งในสมัยนั้นมีการปกครองแบบเผด็จการ โดยรัฐบาลจะเป็นคนคอยคุมอำนาจทุกอย่าง ซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนั้นนั่นเองที่มีเหตุการณ์รัฐประหารเกิดขึ้นโดยเป็นการที่นายพล ลอนนอลได้ยึดอำนาจมากจากสมเด็จเจ้านโรดมสีหนุ ซึ่งตอนนั้นชาวบ้านที่เป็นพลเมืองของประเทศกัมพูชา ต้องหนีไปรวมตัวกันจนจัดตั้งเป็นฝ่ายคอมมิวนิสต์ขึ้นมา  ซึ่งมีผู้นำในการจัดตั้งกลุ่มเขมรแดงในครั้งนี้โดย นายพล พต  ซึ่งหลังจากที่มีการต่อสู้กันมาอย่างยาวนานในที่สุดฝ่ายของเขมรแดง

ซึ่งนำโดยนายพล พต ก็ได้รับชัยชนะ สามารถโค่นล้มรัฐบาลของนายพล ลอน นอลได้ ซึ่งหลายฝ่ายมองว่าสถานการณ์จะต้องดีขึ้นแน่หลังจากนี้ แต่เรื่องราวกลับไม่ได้เป็นเช่นนั้น เมื่อ นายพล พต ซึ่งเป็นผู้นำของกลุ่มเขมรแดง ยึดอำนาจมาจากรัฐบาลของนายพล ลอน นอลสำเร็จและอยากที่จะพัฒนาประเทศของตัวเอง จึงได้มีเหตุการณ์ที่กลายมาเป็นโศกนาฏกรรมเกิดขึ้น เมื่อมีการสังหารหมู่เกิดขึ้นในประเทศกัมพูชา ซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อปีคริสต์ศักราช 1975  หรือเมื่อราวราว 45 ปีที่ผ่านมาแล้ว  ซึ่งความเลวร้ายที่เรากำลังพูดถึงกันนี้เกิดขึ้นที่กรุงพนมเปญ

ซึ่งที่นี่มีสถานกักกันนักโทษที่ชื่อว่า โตสะแลง  โดยมีการเอาโรงเรียนมาดัดแปลงกลายมาเป็นสถานกักกันนักโทษ ซึ่งที่นี่กลุ่มเขมรแดง ของนายพล พต เรียกมันว่า Securrity Prison 21 โดยที่นี่ถูกเตรียมเอาไว้สำหรับขังและทรมานนักโทษโดยเฉพาะ และเมื่อทรมานนักโทษ เสร็จแล้วพวกเขาเหล่านั้นจะถูกนำตัวไปที่ทุ่งสังหารซึ่งที่ทุ่งสังหารนี้นักโทษจะถูกฆ่าและพวกเขาจะถูกฝังดินไว้ทีนี่เลยซึ่งที่นี่กลายเป็นที่อยู่ของเหล่าดวงวิญญาณมากมายหลายดวงเพราะจำนวนคนที่เสียชีวิตที่ทุ่งสังหารแห่งนี้มีมากถึงหนึ่งหมื่นเจ็ดพันคน

ปัจจุบันได้มีการขุดพบหัวกะโหลกของคนตายมากมาย ซึ่งไม่น้อยกว่าแปดพันชิ้น ปัจจุบันที่ทุ่งสังหารแห่งนี้ได้เปิดให้นักท่องเที่ยวได้เข้าไปเที่ยวชมประวัติความโหดร้ายที่คนกัมพูชาเคยได้ประสบกับเรื่องเลวร้ายนี้มา ทุกก้าวย่างที่เราก้าวเท้าเดินไปตามสถานที่แห่งนี้ภายใต้ดินจึงยังคงมีโครงกระดูกของเหล่านักโทษมากมายที่ยังคงอยู่เพื่อบอกเล่าเรื่องราวว่าครั้งหนึ่งที่นี่เคยเป็นสถานที่ที่น่ากลัวมากแค่ไหน 

 

 

ขอขอบคุณ  สมัครยูฟ่าเบท  ที่ให้การสนับสนุน

       หากเรียกว่าท้าวสุรนารีหลายคนอาจจะยังไม่คุ้นหูแต่หากพูดถึงแม่ย่าโมแน่นอนว่าทุกคนย่อมรู้จักกันเป็นอย่างดีเพราะเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงที่เป็นที่นับถือของชาวเมืองจังหวัดนครราชสีมาถึงขนาดที่ชาวเมืองนครราชสีมานั้นได้มีการสร้างอนุสาวรีย์ของท้าวสุรนารีเอาไว้กันเลยทีเดียวซึ่งประวัติความเป็นมาของท่านนั้นแต่เดิมท่านมีนามว่า โม ซึ่งท่านเป็นคนจังหวัดนครราชสีมานั่นเองโดยบิดาของท่านชื่อนายกีบส่วนมารดาของท่านชื่อนางบุญมาซึ่งทั้งคู่ก็เป็นชาวจังหวัดนครราชสีมาเช่นเดียวกันหลังจากที่ท่านโตเป็นสาวท่านก็ได้แต่งงานกับปลัดเมืองนครราชสีมา

ซึ่งหลังแต่งงานแล้วท่านได้รับบรรดาศักดิ์มาเป็นคุณหญิงซึ่งคนจะรู้จักท่านในนามคุณหญิงโม ประวัติของคุณหญิงโมนั้นมีการเล่าขานถึงความเป็นหญิงที่เด็ดเดี่ยวเป็นผู้หญิงที่ฉลาดมีความกล้าหาญร่วมกันปกป้องบ้านเมืองประวัติของท่านเกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 ในสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวซึ่งในขณะนั้นเป็นปีพ.ศ 2365 ว่ากันว่าในปีดังกล่าวนั้นเวียงจันทน์ซึ่งขนาดนั้นถูกปกครองด้วยเจ้าอนุวงศ์ต้องการที่จะยกทัพเข้ามาตีกรุงเทพฯโดยในขณะนั้นเจ้าอนุวงศ์ได้ทำการก่อกบฏขึ้นและนำทัพจากเวียงจันทน์เดินทางไปกรุงเทพฯซึ่งจะต้องเดินทางผ่านเมืองนครราชสีมานี่

ก็คือโคราชของเรานั่นเองโดยระหว่างที่เจ้าอนุวงศ์ไม่มีการยกทัพใกล้จะมาถึงนครราชสีมานั้นเป็นช่วงจังหวะที่ 9 พระยาและพระยาปลัดของเมืองนครราชสีมาไปธุระที่ต่างเมืองไม่มีใครอยู่ที่เมืองทั้งคู่จึงทำให้ไม่ทราบเหตุมาก่อนว่าเจ้าอนุวงศ์มีการก่อกบฏแล้วกำลังจะผ่านมาทางนี้ซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนั้นเจ้าอนุวงศ์เพื่อเดินทางผ่านไปทางไหนก็กวาดต้อนผู้คนชาวบ้านคุณหญิงคุณนายทั้งหลายให้มาเป็นเชลยของตนเองมาถึงเมืองนครราชสีมาทางคุณหญิงโมและคนอื่นๆก็ถูกกวาดต้อนไปเป็นเชลยเช่นเดียวกันดังนั้นเพื่อเป็นการช่วยเหลือชาวบ้านของตนเอง

คุณหญิงโมจึงได้มีการคิดอุบายขึ้นมาด้วยการประสานงานร่วมแรงร่วมใจกับชาวบ้านที่ถูกจับกุมเป็นเชลยทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นชายหรือหญิงด้วยการพยายามถ่วงเวลาไม่ให้ทับของพระเจ้าอนุวงศ์นั้นเดินทางไปถึงกรุงเทพฯเร็วโดยวิธีที่ผู้หญิงโมคิดขึ้นมานั้นเป็นการให้ชาวบ้านที่เป็นผู้หญิงพยายามมอมเหล้าทหารที่อยู่ภายใต้การดูแลของพระเจ้าอนุวงศ์หลังจากที่ทหารเมาเหล้าไม่ได้สติเชลยที่เป็นผู้ชายแต่ผู้หญิงต่าง

ก็ร่วมมือกันต่อสู้กับทหารลาวจนในที่สุดทหารภายใต้การบังคับการของพระเจ้าอนุวงศ์ก็พ่ายแพ้ให้กับกองทัพของคุณหญิงโมซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนี้เองพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงได้ตอบแทนคุณงามความดีของคุณหญิงโมด้วยการเปลี่ยนยศให้เป็นท้าวสุรนารีเพื่อเป็นการขอบคุณที่คุณหญิง ช่วยเหลือประเทศชาติและประชากรและยังเป็นการยกย่องให้เห็นถึงความรักชาติที่คุณหญิงโมมีให้กับประเทศชาติของเรา

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  ดูบอล