โดยสถานการณ์ของฝากประเทศยูเครนต่างก็รู้ดีอยู่แล้วว่าตอนนี้ยูเครนที่ตอนนี้กำลังบีบแต่ก็ดูเหมือนว่ายูเครนยังหน้าเนียนอยู่ยังไม่มีความสะทกสะท้าน ยูเครนไม่สนกองทัพรัสเซีย หรือว่าจะสะทกสะท้านหรือเปล่าก็ยังไม่แน่ใจแต่สิ่งที่มันเกิดขึ้นนั้นก็คือว่า 

 ยูเครนเขตได้ปล่อยให้ประเทศรัสเซียนั้นได้บ้าอำนาจไปนั่นก็คือส่งทหารไปประชิดชายแดนลืมแม้แต่จะมีการมาซ้อมรบชายแดนของยูเครนก็ตามแต่ แต่ถ้าว่าอยู่เขตนั้นก็ได้กล่าวว่าขายของดีกว่าในช่วงเวลานั้น

ก็ได้ดำเนินการส่งอาวุธไปขายให้แก่ชาติต่างๆนอกภูมิภาคเช่นการขายทั่วไปธนาวุฒิการต่อต้านรถถังที่เราเรียกกันว่า aggs เป็นขีปนาวุธนวิถีต่อต้านรถถังยูเครนได้มีการขายไปในหลายประเทศก็จะมีอินโดนีเชียปากีสถานบังกลาเทศ

เพราะว่าในเวลานี้อาวุธของ ยูเครน ได้ขายขยายไปหลายภูมิภาคโดยถือว่าเป็นสำนักงานที่ถูกออกแบบโดยสำนักงานแห่งรัฐได้กลายมาเป็นมหาอำนาจด้านอุตสาหกรรมด้านการป้องกันประเทศของประเทศยูเครนในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา 

ซึ่งกำลังมองหาบทบาทของตนเองที่กำลังจะมีการขยายการขายอาวุธของตนเองไปยังตลาดโลกพอถือว่าที่ผ่านมานั้นก็ประสบความสำเร็จในสัญญาหลายฉบับทั้งในยุโรปของตะวันออกและเขตตะวันออกกลางรวมไปถึงบริษัทของยูเครนแห่งนี้ก็กำลังที่จะขยายอิทธิพลไปยังแถบต่างๆ 

ในแถบของเอเชีย และเอเชียใต้ ก็จะมีอินโดนีเซีย ปากีสถาน และก็บังกลาเทศ และยิ่งไปกว่านั้นรัฐวิสาหกิจของรัฐนั้น ก็กำลังดำเนินการสาธิตระบบต่อต้านรถถังอยู่ 2 แบบก็คือรุ่น script และก็รุ่น square 

โดยถือว่าได้ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากในภูมิภาคตอนนี้รวมถึงว่าการจะส่งระบบอาวุธแบบนี้ไปยังตลาดของบังกลาเทศด้วยซึ่งข้อมูลข่าวดังกล่าวนั้นก็มาจากหน่วยงานความมั่นคงของบังกลาเทศได้มีการพูดถึงว่าหน่วยงานความมั่นคงของบังกลาเทศประสบความสำเร็จ 

ในการทดสอบการยิงขีปนาวุธต่อต้านรถถัง รุ่น อาร์เค 3 คอแซ ที่ได้มีการผลิตอยู่ในยูเครน และขอทราบเป็นขีปนาวุธนำวิถีต่อต้านรถถังที่เล็กที่สุดก็มีวัตถุประสงค์ทำลายเป้าหมายเช่นพวกรถหุ้มเกราะสมัยใหม่หรือยุทโธปกรณ์แบบอื่นๆที่มันสามารถเคลื่อนที่ได้หรือว่าตึงอยู่กับที่

ในนั้นก็จะรวมพวกรถยานเกราะทั้งหลายไม่เว้นแต่รถพวกยันต์เกราะที่มีการติดตั้งแบบเกาะปฏิกิริยา E r a ตลอดจนเป้าหมายที่เจาะจงที่ตั้งเช่นตำแหน่งที่ตั้งอาวุธที่ตั้งปืนใหญ่หรือแม้แต่รถถังที่แอบอยู่ในบังเกอร์หรือว่าแอบอยู่ในซอกหรือต่างๆรวมไปถึงรถหุ้มเกราะขนาดเบาไม่เว้นแต่แฮร์รี่คอปเตอร์ที่มันบินสูงในระยะ 3 กิโลเมตร 

นอกจากนี้ทางรัฐบาลยังได้ประสบความสำเร็จในการทดสอบขีปนาวุธนำวิถีที่ได้มีการทดสอบยิงออกมาจากรถยานเกราะ เช่น m113 ก็ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของการมาสาธิตอาวุธให้แก่ลูกค้าชาวเอเชีย แต่ก็ยังไม่ได้มีการระบุชื่อว่าให้ลูกค้าชาติไหน

 

ได้รับการสนับสนุนโดย.  gclub ทดลองเล่น

ในวันนี้เราจะมาพูดถึงเรื่องราวของดินแดนคือเรียกได้วาถ้าเรามาดูบนโลกใบนี้ สมัยอาณาจักรออตโตมัน มันก็มีอะไรอยู่เต็มไปหมดเลยนั่นก็คือประเทศนั่นเองมนุษย์ได้เครมพื้นที่ว่าตรงนี้เราเป็นเจ้าของประเทศเราเป็นเจ้าของกันเต็มไปหมดเลยและคุณคิดดูว่ามนุษย์มีอยู่กี่ปีแล้วในโลกใบนี้

แต่ก็หลายพันปีในแบบที่มีอารยธรรมแล้วถูกไหมแต่จริงๆแล้วก็อยู่เป็นหมื่นปีแล้วมนุษย์ในสมัยมนุษย์ลิงมนุษย์ถ้ำเราเลยก็ย้อนกลับไปนานมากๆเลยก็เลยได้ว่ามนุษย์เองเป็นสัตว์ที่ครองโลกมาตั้งนานแล้วแต่คุณรู้หรือไม่ถึงแม้ว่ามนุษย์จะอยู่บนโลกนี้มานานแสนนานีการก่อตั้งประเทศมากมาย

ดินแดนบนโลกยังคงมีดินแดนที่เหลือว่างอยู่ใครจะไปตั้งประเทศตรงนั้นก็ได้ไม่มีคนเอาดินแดนตรงนั้นเป็นเจ้าของไม่มีใครอ้างกรรมสิทธิ์ของดินแดนตรงนั้นนั่นเองซึ่งคุณสามารถไปตั้งประเทศเป็นของตัวเองได้เลยอันนี้ไม่ได้โกหกถ้าคุณจะเอาธงของตัวเองไปปักหรือจะเข้าไปทำอะไรตรงนั้นก็ได้มันไม่มีกฎหมายก็เรียกได้ว่าเหมือนอยู่บนดวงจันทร์เราตั้งกฎของเราเองก็ได้นี่เป็นประเทศม่อนเราใช่กฎหมายม่อนในดินแดนแหงนี้ก็ทำได้

ซึ่งบอกไว้เลยว่าจากดินแดนที่เป็นเหมือนอาณาเขตพื้นดินของโลกใบนี้มีที่ดินว่างอยประมาณหนึ่งเปอร์เซ็นต์ก็คือ99%ประเทศอื่นๆได้เครมไปแล้วว่าตรงนี้เป็นเขตประเทศแดนของเขาแต่มี 1% ที่ว่างอยู่ก็ไปจัดการกันได้เลย1%ของโลกทั้งใบมันเยอะมากเลยแล้วมันอยู่ที่ไหนกัน

โดยดินแดนนั้นก็คือเบียทาวิวทีนี่เรามาเจาะกันเลยดีกว่าว่าทำไมพื้นที่ตรงนี้ถึงไม่มีคนเอามันเป็นดินแดนต้องสาบหรือเปล่าขนาดมันก็ใหญ่พอๆกับประเทศลักเซมเบิร์กเลยแต่ก็ไม่มีใครจะเอาอยู่ดีคือเรื่องราวมันเรื่องมาอย่างนี้ในยุคโบราณเป็นยุคของการล่าอาณานิคม

อังกฤษเองก็ยิงใหญ่มากเลยทุกคนก็คงจะรู้ดีกันอยู่โดยอียิปต์เองมีสิ่งที่อังกฤษนั้นต้องการอยู่มากๆเลยแล้วก็อังกฤษกลัวเหลือเกินว่าจะเกิดอะไรกับสิ่งนั้นนันก็คือคลองซูเอสนั่นเองเพราะว่าอังกฤษเป็นเจ้าแห่งการเดินเรือในยุคนั้นถูกไหมการเดินเรือมีคลองซูเอสมาทำให้ระยะทางมันใกล้ขึ้นมากๆเลยระยะทางมันดีขึ้นมหัศจรรย์มากอังกฤษต้องกรอียิปต์ให้ได้

ซึ่งอียิปต์เองเรียกได้ว่าในตอนนั้นก็เป็นหนึ่งในส่วนหนึ่งของอาณาจักรออตโตมันแต่เรียกได้ว่าก็ปกครองตนเองไม่ได้ค่อยสนใจอะไรกับอาณาจักรออตโตมันจริงๆเทาไหร่หรอกก็เรียกได้ว่าเข้ามายึดซูดานทางอียิปต์ก็ต้องเจอกับปัญหาหลังจจากที่ยึดซูดานไปก็เรียกได้ว่ามีการต่อต้านก่อกบฏกันขึ้นมาเต็มไปหมดเลยก็เป็นเรื่องยากมากๆของอียิปต์เลยที่จะจัดการกับซุดาน

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย.    www.ufabet.com ลิ้งเข้าระบบ

ประวัติเกี่ยวกับสมัยรัชกาลที่6 สำหรับเรื่องนี้ได้เป็นเรื่องเล่าในสมัยรัชกาลที่6ครั้งนั้นพระองค์ได้ทรงประทับอยู่ที่ตําหนักจิตรลดารโหฐานเรื่องเล่าก็ได้มีอยู่ว่าวันหนึ่งรัชกาลที่6ท่านได้ต้องการเสด็จไปงานศพของพระญาติผู้หนึ่งที่เป็นลูกของรัชกาลที่4บางทีก็บอกว่าเป็นงานแต่งก็สรุปแล้วท่านจะเสด็จไปงานไหน

ซึ่งทั้งสองเหตุการณ์รัชกาลที่6ก็ต้องออกไปงานโดยรถส่วนพระองค์และทุกๆครั้งเวลาที่พระองค์ต้องการที่จะใช้รถพระองค์ก็จะไปขึ้นรถที่จุดนัดพบตรงพระที่นั่งอัมพรสถานและในคืนนั้นก็เช่นกันท่านก็ได้เสด็จไปจากพระตำหนักไปที่จุดนับพบนี้เองเพื่อที่จะขึ้นรถ

โดยเป็นการเสด็จมาเพียงพระองค์คนเดียงและในระหว่างที่กำลังจะเดินไปที่จุดนัดพบท่านก็ได้เห็นกับผู้บังคับการทหารรักษาวังที่ชื่อว่า นายพันโท จะหมื่นฤทธิ์ ได้เป็นทหารที่พระองค์ทรงโปรดปรานและก็สนิทสนมด้วยอย่างมากมายืนทำความเคารพอยู่คนเดียว

เมื่อรัชกาลที่6ได้เห็นและก็ทรงแปลกใจว่าทำไมถึงมาอยู่เฝ้าตรงจุดนี้ทำไมไม่ไปยืนตรงจุดนับพบแล้วมาคนเดียวแบบนี้จะมีเรื่องอะไรมาบอกพระองค์เป็นการส่วนตัวหรือเปล่าแต่ทว่าคนนั้นก็ไม่มีทีท่าว่าจะถวายหนังสือกราบบังคงทูลเรื่องอะไรเลยอีกอย่างหนึ่งก็คืองานที่จะไปวันนั้นก็ไม่ได้เป็นงานที่ต้องแต่งตัวแบบจัดเต็มแล้วคนในงานเขาก็มีการบอกให้ทุกคนแต่งเสื้อสีขาว

นอกจากนี้นายทหารผู้นี้กลับได้แต่งตัวมาเต็มยศเลยบางเรื่องก็บอกว่าพระองค์ทรงเดินมาถึงจุดนัดพบที่มีทหารทั้งหลายมารอรับเสด็จพระองค์ก็ทรงทอดพระเนตรเห็นทหารทุกคนแต่ว่ามีนายทหารผู้นี้แหละกับแต่งตัวสะเต็มยศเลยรัชกาลที่6ทรงเห็นแล้วก็นึกในใจว่าทำไมทหารคนนี้ถึงได้แต่งตัวมาสะเต็มยศแบบนี้คงอาจจะแต่งผิดมาก็ได้แต่พระองค์ก็ทรงไม่ทักอะไรเพราะกลัวว่านายทหารผู้นั้นจะเสียหน้าพระองค์ไม่ได้พูดอะไรแล้วก็เสด็จขึ้นรถไป

เพราะฉะนั้นแล้วเรื่องราวก็ได้ผ่านไปพระองค์ก็ไม่ได้นึกถึงเรื่องนั้นอีกแล้วจนกระทั่งรัชกาลที่6ก็ได้กลับมาจากงานในเวลานั้นก็เป็นเวลาเกือบตี3แล้วพระองค์ก็จะเสด็จขึ้นไปบนพระตำหนักเพื่อที่จะเตรียมการพักผ่อนและในตอนนั้นเองก่อนที่จะมาถึงห้องแต่งตัวท่านก็ได้ผ่านห้องโถงห้องหนึ่งและในตำหนักนั้นท่านกน็ได้ไปเห็นพานทองประหลาดอันหนึ่งได้ตั้งอยู่

ซึ่งในพานใบนั้นก็ได้มีธูปกระจ่างอยู่คู่กับเทียนอีกหนึ่งเล่มโดยเป็นของคนไทยที่เขาเอาไว้ใช้เผาศพพร้อมด้วยกระทงดอกไม้ตั้งอยู่และมีจดหมายลาตายของจะหมื่น ฤทธิ์ รณจักร

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย.  สมัคร sbobet โดยตรง

        ประเทศกัมพูชา นอกจากจะเป็นประเทศที่มีสถานทีท่องเที่ยวที่น่าสนใจหลายที่แล้ว ยังมีเรื่องราวที่สุดสยองและยังเป็นเรื่องราวที่ยังคงสามารถสร้างความสะเทือนใจต่อผู้ที่ได้ฟังเรื่องราวในครั้งนี้ได้อีกด้วย ซึ่งเรื่องราวที่เล่าให้ฟังต่อไปนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นที่ประเทศกัมพูชาเป็นความโหดร้ายที่มนุษย์ธรรมดาคงไม่สามารถทำได้

ซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนี้เกิดขึ้นมาเกือบสิบปีแล้วแต่ก็เป็นสิบปีที่สร้างความทรมานให้กับชาวกัมพูชา และเป็นเรื่องราวที่สร้างความหวาดกลัวให้กับคนทั่วโลกมาจนถึงทุกวันนี้ เรื่องราวของทุ่งสังหาร ซึ่งเปรียบเสมือนกับนรกในกัมพูชานั่นเอง

     สำหรับเรื่องราวที่เป็นเรื่องเล่าสยองขวัญในครั้งนี้ เกิดขึ้นเมื่อสมัยของนายพล ลอนนอล ซึ่งในสมัยนั้นมีการปกครองแบบเผด็จการ โดยรัฐบาลจะเป็นคนคอยคุมอำนาจทุกอย่าง ซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนั้นนั่นเองที่มีเหตุการณ์รัฐประหารเกิดขึ้นโดยเป็นการที่นายพล ลอนนอลได้ยึดอำนาจมากจากสมเด็จเจ้านโรดมสีหนุ ซึ่งตอนนั้นชาวบ้านที่เป็นพลเมืองของประเทศกัมพูชา ต้องหนีไปรวมตัวกันจนจัดตั้งเป็นฝ่ายคอมมิวนิสต์ขึ้นมา  ซึ่งมีผู้นำในการจัดตั้งกลุ่มเขมรแดงในครั้งนี้โดย นายพล พต  ซึ่งหลังจากที่มีการต่อสู้กันมาอย่างยาวนานในที่สุดฝ่ายของเขมรแดง

ซึ่งนำโดยนายพล พต ก็ได้รับชัยชนะ สามารถโค่นล้มรัฐบาลของนายพล ลอน นอลได้ ซึ่งหลายฝ่ายมองว่าสถานการณ์จะต้องดีขึ้นแน่หลังจากนี้ แต่เรื่องราวกลับไม่ได้เป็นเช่นนั้น เมื่อ นายพล พต ซึ่งเป็นผู้นำของกลุ่มเขมรแดง ยึดอำนาจมาจากรัฐบาลของนายพล ลอน นอลสำเร็จและอยากที่จะพัฒนาประเทศของตัวเอง จึงได้มีเหตุการณ์ที่กลายมาเป็นโศกนาฏกรรมเกิดขึ้น เมื่อมีการสังหารหมู่เกิดขึ้นในประเทศกัมพูชา ซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อปีคริสต์ศักราช 1975  หรือเมื่อราวราว 45 ปีที่ผ่านมาแล้ว  ซึ่งความเลวร้ายที่เรากำลังพูดถึงกันนี้เกิดขึ้นที่กรุงพนมเปญ

ซึ่งที่นี่มีสถานกักกันนักโทษที่ชื่อว่า โตสะแลง  โดยมีการเอาโรงเรียนมาดัดแปลงกลายมาเป็นสถานกักกันนักโทษ ซึ่งที่นี่กลุ่มเขมรแดง ของนายพล พต เรียกมันว่า Securrity Prison 21 โดยที่นี่ถูกเตรียมเอาไว้สำหรับขังและทรมานนักโทษโดยเฉพาะ และเมื่อทรมานนักโทษ เสร็จแล้วพวกเขาเหล่านั้นจะถูกนำตัวไปที่ทุ่งสังหารซึ่งที่ทุ่งสังหารนี้นักโทษจะถูกฆ่าและพวกเขาจะถูกฝังดินไว้ทีนี่เลยซึ่งที่นี่กลายเป็นที่อยู่ของเหล่าดวงวิญญาณมากมายหลายดวงเพราะจำนวนคนที่เสียชีวิตที่ทุ่งสังหารแห่งนี้มีมากถึงหนึ่งหมื่นเจ็ดพันคน

ปัจจุบันได้มีการขุดพบหัวกะโหลกของคนตายมากมาย ซึ่งไม่น้อยกว่าแปดพันชิ้น ปัจจุบันที่ทุ่งสังหารแห่งนี้ได้เปิดให้นักท่องเที่ยวได้เข้าไปเที่ยวชมประวัติความโหดร้ายที่คนกัมพูชาเคยได้ประสบกับเรื่องเลวร้ายนี้มา ทุกก้าวย่างที่เราก้าวเท้าเดินไปตามสถานที่แห่งนี้ภายใต้ดินจึงยังคงมีโครงกระดูกของเหล่านักโทษมากมายที่ยังคงอยู่เพื่อบอกเล่าเรื่องราวว่าครั้งหนึ่งที่นี่เคยเป็นสถานที่ที่น่ากลัวมากแค่ไหน 

 

 

ขอขอบคุณ  สมัครยูฟ่าเบท  ที่ให้การสนับสนุน

       หากเรียกว่าท้าวสุรนารีหลายคนอาจจะยังไม่คุ้นหูแต่หากพูดถึงแม่ย่าโมแน่นอนว่าทุกคนย่อมรู้จักกันเป็นอย่างดีเพราะเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงที่เป็นที่นับถือของชาวเมืองจังหวัดนครราชสีมาถึงขนาดที่ชาวเมืองนครราชสีมานั้นได้มีการสร้างอนุสาวรีย์ของท้าวสุรนารีเอาไว้กันเลยทีเดียวซึ่งประวัติความเป็นมาของท่านนั้นแต่เดิมท่านมีนามว่า โม ซึ่งท่านเป็นคนจังหวัดนครราชสีมานั่นเองโดยบิดาของท่านชื่อนายกีบส่วนมารดาของท่านชื่อนางบุญมาซึ่งทั้งคู่ก็เป็นชาวจังหวัดนครราชสีมาเช่นเดียวกันหลังจากที่ท่านโตเป็นสาวท่านก็ได้แต่งงานกับปลัดเมืองนครราชสีมา

ซึ่งหลังแต่งงานแล้วท่านได้รับบรรดาศักดิ์มาเป็นคุณหญิงซึ่งคนจะรู้จักท่านในนามคุณหญิงโม ประวัติของคุณหญิงโมนั้นมีการเล่าขานถึงความเป็นหญิงที่เด็ดเดี่ยวเป็นผู้หญิงที่ฉลาดมีความกล้าหาญร่วมกันปกป้องบ้านเมืองประวัติของท่านเกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 ในสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวซึ่งในขณะนั้นเป็นปีพ.ศ 2365 ว่ากันว่าในปีดังกล่าวนั้นเวียงจันทน์ซึ่งขนาดนั้นถูกปกครองด้วยเจ้าอนุวงศ์ต้องการที่จะยกทัพเข้ามาตีกรุงเทพฯโดยในขณะนั้นเจ้าอนุวงศ์ได้ทำการก่อกบฏขึ้นและนำทัพจากเวียงจันทน์เดินทางไปกรุงเทพฯซึ่งจะต้องเดินทางผ่านเมืองนครราชสีมานี่

ก็คือโคราชของเรานั่นเองโดยระหว่างที่เจ้าอนุวงศ์ไม่มีการยกทัพใกล้จะมาถึงนครราชสีมานั้นเป็นช่วงจังหวะที่ 9 พระยาและพระยาปลัดของเมืองนครราชสีมาไปธุระที่ต่างเมืองไม่มีใครอยู่ที่เมืองทั้งคู่จึงทำให้ไม่ทราบเหตุมาก่อนว่าเจ้าอนุวงศ์มีการก่อกบฏแล้วกำลังจะผ่านมาทางนี้ซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนั้นเจ้าอนุวงศ์เพื่อเดินทางผ่านไปทางไหนก็กวาดต้อนผู้คนชาวบ้านคุณหญิงคุณนายทั้งหลายให้มาเป็นเชลยของตนเองมาถึงเมืองนครราชสีมาทางคุณหญิงโมและคนอื่นๆก็ถูกกวาดต้อนไปเป็นเชลยเช่นเดียวกันดังนั้นเพื่อเป็นการช่วยเหลือชาวบ้านของตนเอง

คุณหญิงโมจึงได้มีการคิดอุบายขึ้นมาด้วยการประสานงานร่วมแรงร่วมใจกับชาวบ้านที่ถูกจับกุมเป็นเชลยทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นชายหรือหญิงด้วยการพยายามถ่วงเวลาไม่ให้ทับของพระเจ้าอนุวงศ์นั้นเดินทางไปถึงกรุงเทพฯเร็วโดยวิธีที่ผู้หญิงโมคิดขึ้นมานั้นเป็นการให้ชาวบ้านที่เป็นผู้หญิงพยายามมอมเหล้าทหารที่อยู่ภายใต้การดูแลของพระเจ้าอนุวงศ์หลังจากที่ทหารเมาเหล้าไม่ได้สติเชลยที่เป็นผู้ชายแต่ผู้หญิงต่าง

ก็ร่วมมือกันต่อสู้กับทหารลาวจนในที่สุดทหารภายใต้การบังคับการของพระเจ้าอนุวงศ์ก็พ่ายแพ้ให้กับกองทัพของคุณหญิงโมซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนี้เองพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงได้ตอบแทนคุณงามความดีของคุณหญิงโมด้วยการเปลี่ยนยศให้เป็นท้าวสุรนารีเพื่อเป็นการขอบคุณที่คุณหญิง ช่วยเหลือประเทศชาติและประชากรและยังเป็นการยกย่องให้เห็นถึงความรักชาติที่คุณหญิงโมมีให้กับประเทศชาติของเรา

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  ดูบอล