ที่จังหวัดสกลนครเป็นจังหวัดที่เป็นที่ก่อกำเนิดทะเลสาบน้ำจืดขนาดใหญ่

ว่ากันว่าทะสาบแห่งนี้ใหญ่เป็นอันดับที่สองของประเทศ  สำหรับทะเลสาบที่ใหญ่อันดับที่หนึ่งนั้นคือ ทะเลสาบบึงบอระเพ็ด ขนาดความใหญ่ทะเลสาบแห่งนี้นั้น ว่ากันว่ามีขนาดพื้นที่ใหญ่ ที่สุดของภาคตะวันออกเฉียงเหนือกันเลยทีเดียว 

        สำหรับทะเลสาบน้ำจืดแห่งนี้มีความกว้างใหญ่มากถึง 123 ตารางกิโลเมตรหรือประมาณ 7 หมื่นเจ็ดพันไร่   ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวนี้มีการครอบคลุมพื้นที่มากถึง 2 อำเภอ ด้วยกัน โดยมีทั้งอำเภอเมืองสกลนครและก็อำเภอโพนนาแก้ว  ซึ่งเป็นอำเภอขนาดใหญ่ประจำจังหวัดสกลนครกันเลยทีเดียว สำหรับทะเลสาบน้ำจืดแห่งนี้มีชื่อเรียกว่า ทะเลสาบหนองหาร หรือบึงน้ำจืดหนองหาร ที่นี่ยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวชื่อดังประจำจังหวัดสกลนครอีกด้วย 

       สำหรับทะเลสาบหนองหารแห่งนี้ มีความลึกเฉลี่ยอยู่ที่ 3 ถึง 6 เมตรซึ่งหนองหารแห่งนี้เนี่ยมีลำน้ำที่ไหลลงสู่บึงหนองหารตลอดทั้งปีมากถึง 21 สายด้วยกัน และแต่ละสายก็มีความสำคัญเป็นอย่างมาก  ส่วนแม่น้ำสายที่มีอิทธิพลและมีความสำคํญมากที่สุดนั่นก็คือลำน้ำพุงและน้ำในจืดในบึงหนองหารแห่งนี้ ยังเป็นต้นน้ำของลำน้ำก่ำที่ไหลไปบรรจบกับแม่น้ำโขงณอำเภอธาตุพนมจังหวัดสกลนครอีกด้วย

        หลายคนที่เคยเดินทางไปเที่ยวสถานที่จริงหรือบางคนอาจจะเคยเห็นตาม YouTube หรือกับอินเตอร์เน็ต ต่างต่างจะเห็นว่าที่บึงหนองหารแห่งนี้เป็นบึงขนาดใหญ่มองไกลสุดลูกหูลูกตา และหาที่สิ้นสุดทางสายตาไม่ได้ แต่คุณรู้หรือไม่ว่า ท่ามกลางผืนน้ำอันกว้างใหญ่นี้ยังมีเกาะที่เรียกว่าดอนเป็นแผ่นดินกลางน้ำอยู่ประมาณ 21 ดอน

โดยมีดอนสวรรค์   เป็นดอนที่มีขนาดใหญ่ที่สุด ซึ่งมีพื้นที่มากถึง 500 ไร่และด้วยความกว้างใหญ่ของพื้นน้ำท่ามกลางความแห้งแล้งของภาคอีสานน้องหาเนี่ยจึงเปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ที่คอยหล่อเลี้ยงชาวสกลนครแล้วก็บริเวณรอบๆมาหลายชั่วอายุคนแล้ว 

          ในหลักการทาง วิทยาศาสตร์หนองหานนั้นเกิดมาจากปรากฏการณ์ทางธรณีวิทยาที่เรียกว่าหลุมยุบซึ่งเกิดจากการยกตัวของแผ่นเปลือกโลกเมื่อชั้นหินเกลือใต้ดินถูกชะล้างจนเกิดเป็นโพรงขนาดใหญ่ทำให้แผ่นดินบริเวณนี้เนี่ยเกิดการพังทลายแล้วก็ยุบตัวลงจนกลายเป็นหนองน้ำขนาดใหญ่ในเวลาต่อมานั้นเอง

       แต่ในขณะเดียวกันนอกเหนือจากข้อสันนิษฐานทางวิทยาศาสตร์แล้วยังมีเรื่องราวการกำเนิดของหนองหานตามคติความเชื่อของชาวสกลนครที่เล่าสืบกันมาอย่างช้านานว่าหนองหานนั้นเป็นผลมาจากการกระทำของพญานาคที่มีต้นเหตุมาจากการกระทำอันผิดทำนองคลองธรรมชายหญิงที่มีชื่อว่าผาแดงกับนางอายซึ่งเป็นเรื่องเล่าสืบเนื่องต่อกันมาอีกด้วย 

 

สนับสนุนโดย.  ufabet ทางเข้าเล่น

ตำนานท้องถิ่น แล้วก็นิทานพื้นบ้าน เกิดเรื่องเล่าที่น่าสนใจแบบหนึ่งที่แอบแฝงความลึกลับ คติสอนใจ แล้วก็จุดสำคัญบางอย่างที่ทำให้ตำนานนั้นๆถูกถ่ายทอดกันมาเรื่อยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ซึ่งจะเกิดเรื่องจริง หรือเรื่องที่แต่งขึ้นมา ก็ไม่มีผู้ใดสามารถพิสูจน์ได้ อีกทั้งคนเล่าเรื่องและก็คนฟังมีสิทธิ์ที่จะคิดได้ทั้งหมดนั้นเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงใช่หรือไม่จริง

ตำนานก่องข้าวน้อยฆ่าแม่

ประวัติความเป็นมาของการสร้างธาตุที่นี้ไม่เหมือนกันกับธาตุอื่นๆที่มักเกี่ยวเนื่องกับศาสนาพุทธ โดยที่เรื่องนี้มีการเล่าว่า มีหนุ่มชาวไร่ชาวนา ที่ได้ปลูกข้าวตลอดชีวิต วันหนึ่งเขาได้ออกไปไถท้องนา ในเวลาเที่ยงตรงเขาล้า รู้สึกเกิดอาการร้อนใจและก็หิวโซ แม่ของชายหนุ่มชาวไร่ชาวนามาส่งข้าว แม้กระนั้นมาช้ากว่าเวลาธรรมดา

ผู้ชายมีความเห็นว่าก่องข้าวที่แม่ถือมาให้นั้นก่องเล็กกว่าเดิมมาก เขาโกรธแม่มากๆ ก็เลยทำร้ายแม่ด้วยความโกรธแล้วก็หิว ต่อไปเขาทานข้าวที่แม่เอามาให้ แม้กระนั้นก็รับประทานมากแค่ไหนข้าวก่องน้อยนั้นก็ไม่หมดก่อง ลูกชายเริ่มรู้สึกตัว หันมามองเห็นแม่นอนตายอยู่บนพื้น ก็เลยรู้สึกเศร้ามากที่ได้ทำผิดไป ก็เลยได้มีการสร้างธาตุก่องข้าวน้อยที่นี้ขึ้นมาด้วยมือเพื่อชดเชยบาป

ตำนานชาละวัน

มีคุณตาคุณยายสองผัวเมีย ไปหาปลาแล้วเกิดทำการเจอไข่จระเข้ที่สระแห่งหนึ่ง ก็เลยเก็บมาฟักออกแล้วก็ทำการเลี้ยงเอาไว้ภายในอ่างน้ำ เพราะว่าคุณยายต้องการเลี้ยงไว้แทนลูก ถัดมาจระเข้ตัวใหญ่ขึ้นก็เลยนำไปเลี้ยงเอาไว้ภายในสระใกล้บ้านหาปลามาให้บ่อยๆ

ถัดมาตายายหาปลามาให้เป็นอาหารไม่เพียงพออิ่ม จระเข้ตัวนั้นก็เลยทำการกินตายายทั้งคู่มาเป็นอาหารและเมื่อจระเข้ตัวนั้นไม่ได้มีคนเลี้ยงดูให้อาหาร จระเข้ใหญ่ก็เลยออกมาจากสระที่เลี้ยงเอาไว้ไปอาศัยอยู่ในแม่น้ำน่านเก่าที่อยู่ห่างจากสระตายาย

ตำนานพระนางสามผิว

เป็นตำนานที่ได้มีการพูดถึงพระนางสามผิวไว้ว่า เมื่อปี พุทธศักราช 2155-2175 เจ้าผู้ครองเมืองฝางหรือ จ.เชียงใหม่ปัจจุบันนี้ มีพระมเหสีองค์หนึ่งทรงพระสิริโฉมสวยงามมากมาย ในวันหนึ่งๆสีผิวของพระนางจะเปลี่ยนไป ถึง 3สี เป็น ช่วงเช้าผิวของพระนางจะมีสีขาวบริสุทธิ์ เวลาเที่ยงตรงสีผิวของพระนางจะกลายเป็นสี ชมพูอ่อน ตอนเย็นสีผิวของพระนางจะกลายเป็นสีแดงอ่อนเป็นที่น่าเชิญชื่นชมอย่างมาก ด้วยเหตุนั้นพระนางก็เลยได้นามพิเศษว่า พระนางสามผิว

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย.  ufabet เว็บ พนันออนไลน์ เดิมพัน ตรง บริษัท แม่

ตำนานฝาแฝดของซานตาคลอส โดยในตำนานเขาได้บอกเอาไว้ว่า ครัมปัส เปรียบเสมือนฝันร้ายในวันคริสมาสของเหล่าเด็กๆที่มีนิสัยไม่ดีหลายๆคนเลย ครัมปัส จะเป็นปีศาจที่มีรูปร่างน่าตาสีแดงมีคอที่ยามมากและยังมีโซตรวนติดอยู่ที่ขาที่มือมีเขาเหมือนแพะตามตัวปกคุมไปด้วยขนหนาสีดำมากมาย

ซึ่ง ครัมปัส เขาจะถืออาวุธติดมืออยู่ตลอดเวลานั่นก็คือไม้กระบอกอันใหญ่กับถุงสีดำที่ตามความเชื่อเขาเชื่อกันว่าอาวุธของครัมปัสตรงนี้จะเอาไว้จัดการกับเด็กที่มีนิสัยไม่ดีชอบทำร้ายพ่อแม่ชอบโกหกพ่อแม่และชอบทำให้คนอื่นเดือดร้อนด้วย

การนำเอาไม้อันนั้นเข้าไปตีเด็กเหล่านั้นในความฝันให้เกิดความเจ็บปวดทางความรู้สึกแล้วถ้าเกิดว่าเด็กคนไหนดื้อมากๆแล้วไม่กลัวสิ่งที่เกิดขึ้นเลยครัมปัสก็จะโผล่ออกมาในโลกของความเป็นจริงและลักพาตัวเด็กคนนั้นเข้าถุงดำไปพาลงไปนกรเพื่อให้เกิดสิ่งที่น่ากลัวกว่าแล้วเด็กจะได้ไม่กล้าทำสิ่งที่ไม่ดีอีกเลยนั่นเอง

นอกจากนี้ ตำนานของ ครัมปัส ตรงนี้เอาจริงๆแล้วตามข้อมูลที่เราได้ไปหาข้อมูลมามันได้

มีอยู่หลากหลายตำนานมากไม่ว่าจะเป็นทั้งครัมปัสเป็นปีศาจที่จะโผล่มาในทุกวันงานเทศกาลแต่จะเปลี่ยนรูปร่างกันออกไปเลื่อยๆไม่มีรูปร่างที่จะตายตัวหรือแม้แต่ครัมปัสเป็นปีศาจที่มาจากนรกเป็นปีศาจที่จะเข้ามาชิงอายุขัยของมนุษย์หรือว่ามาเข้าชีวิตของมนุษย์ที่หมดอายุขัยแล้วก็มีอยูเช่นกัน

เนื่องจากนี้เราอยากจะบอกว่าคนส่วนใหญ่เชื่อกันว่าเป็นพี่น้องฝาแฝดของซานตาครอลที่อยู่ในรูปแบบของปีศาจแต่ว่าในการกระทำของครัมปัสมันจะตรงข้ามกับซานตาครอลทั้งหมดเลยถ้าซานตาครอลไปให้ของขวัญกับเด็กดีไปหาเด็กดีครัมปัสก็จะไปหาเด็กที่ไม่ดีและจะลงโทษเด็กเหล่านั้นนั่นเอง

ซึ่งตรงนี้ก็ได้มีตำนานเรื่องเล่าของชาวบานที่เขาอ่างกันว่ามีการเจอครัมปัสอยู่ด้วย

โดยข้อมูลตรงนี้เขาได้บันทึกเอาไว้ว่าในวันที่24ธันวาคมก่อนจะถึงวันคริสมาสหนึ่งวันได้มีครอบครัวอยู่ครอบครัวหนึ่งที่มีปัญหาทางครอบครัวโดยการที่ว่าลูกเป็นเด็กที่นิสัยเกเรมากแต่ว่าเด็กคนนี้เขาอยากจะได้ของขวัญของเล่นทุกๆอย่างเลย

ดังนั้นด้วยพ่อแม่ที่ตามใจเด็กเขาก็ไปซื้อของมาให้เอาง่ายๆก็๕อตามใจนั่นแหละซึ่งการทำแบบนี้มันให้เด็กได้ใจไปแล้วเด็กคนนี้เขาก็ได้ไปรู้เรื่องของวันคริสมาสที่เขาได้บอกว่าจะได้ของขวัญจากซานตาครอลถ้าใครเป็นเด็กดีก็จะได้ของขวัญจากซานตาครอลเด็กคนนี้เขาไม่เชื่อเขาคิดว่าตัวเองเป็นเด็กดีมากคิดว่ายังไงซานตาก็จะให้ของขวัญกับเขาอย่างแน่นอน

 

สนับสนุนโดย.  ufabet ฝากถอน ไม่มีขั้นต่ำ ออโต้

ปริศนาคดีเทือกเขาดยัตลอฟ ซึ่งตามข้อมูลเขาได้แจ้งกลับไปในวันที่12กุมภาพันธ์ปี1959ตรงนี้ตามข้อมูลเขายังได้บอกอีกว่าในวันที่31มกราคมปี1959พวกเขาได้ขึ้นไปถึงจุดสูงสุดที่เป็นเขตที่ราบสูงของจุดที่พวกเขา ต้องการจะไปแล้วและจุดตรงนี้ได้เป็นจุดที่พวกเขาตั้งแค้มป์และตั้งกองไฟเอาไว้ก่อนที่พวกเขาจะขึ้นไปที่ภูเขาเพื่อที่จะเล่นสกีนั่นเอง

โดยสถานที่ตรงนี้นักสกีทั้งเก้าคนรวมถึงดยัตลอฟเขาก็ได้ทำการทิ้งข้าวของทุกอย่างเอาไว้ส่วนใหญ่จะเป็นข้าวของที่ไว้ใช้ในสถานที่เขาลงจากเขาและพวกเขาก็ได้เดินทางในวันต่อมาเพื่อที่จะขึ้นไปเล่นสกีบนยอดเขานั่นเองและในการเดินทางในครั้งนี้ด้วยสภาพอาการค่อนข้างที่จะเลวร้ายและมทีพายุหิมะเข้าในขณะนั้นเลยทำให้พวกเขานั้นเดินทางไปผิดทิศและได้ไปโผล่อีกทีในเทือกเขาโคแลตแทน

นอกจากนี้เทือกเขาโคแลตแทนแห่งนี้ได้เป็นเทือกเขาในตำนานที่เขาว่ากันว่าที่เป็นเทือกเขามรณะถ้าหากว่าใครได้มาเทือกเขานี้แล้วแทบจะไม่มีใครสามารถกลับไปได้และจะมีแต่คนเสียชีวิตเมื่อได้มาเทือกเขาแห่งนี้คือจะบอกว่าเทือกเขาโคแลตแทนแห่งนี้เป็นไปตามเป็นไปตามตำนานอย่างที่บอกหรือไม่มันก็ไม่เชิงแบบนั้นแต่เทือกเขาโคแลตแทนที่เราได้พูดถึงตรงนี้

ซึ่งได้เป็นเทือกเขาที่มีสภาพอากาศที่แปรปรวนอยู่ตลอดเวลาและเวลามีคนเข้าไปสำรวจเวลามีคนเข้ามาท่องเที่ยวหรือมาเล่นสกีในที่นี้จะเกิดอุบัติเหตุค่อนข้างบ่อยและได้เสียชีวิตกันหลายครั้งหลายๆคนและคนในพื้นที่นี้เขาเลยตั้งชื่อเทือกเขาโคแลตแทนแห่งนี้เอาไว้ว่าเป็นเทือกเขามรณะนั่นเอง

ดังนั้นตามบันทึกและคำให้การของคนที่อยู่ในระแวกนั้นเขาได้บอกเอาไว้ว่าสภาพอากาศในพื้นที่แห่งนี้ค่อนข้างที่จะแย่ตลอดปีและมทีอุณหภูมิต่ำกว่า30องศาและจากบันทึกสุดท้ายที่เขาได้บอกเอาไว้เมื่อวันที่31มกราคมจนถึงวันที่12กุมภาพันธ์ก็ไม่มีใครสามารถพบเจอหรือไม่มีใครสามารถบอกได้เลยพวกเขาเหล่านั้นได้หายไปไหนและก็อย่างที่บอกไป

เมื่อถึงวันที่12กุมภาพันธ์ตามที่กำหนดเอาไว้ว่าจะกลับพวกเขาเหล่านั้นไม่สามารถกลับออกมาจากเทือกเขาได้เลยทำให้คนที่เป็นญาติพี่น้องเกิดความเป็นห่วงอย่างมากและพวกเขาเหล่านั้นกำลังจะไปแจ้งกู้ภัยให้เข้าไปช่วยเหลือและเข้าไปตรวจสอบ

เนื่องจากนี้ในเวลานั้นเองได้มีเพื่อนคนหนึ่งที่เขาได้ป่วยในเวลานั้นและเขาได้กลับลงมาก่อนเขาได้มาแจ้งกับทางญาติพี่น้องว่าทั้งเก้าคนนี้เขาได้บอกเอาไว้ว่าถ้าเกิดวันที่12กุมภาพันธ์เขาไม่ได้กลับลงมาให้บวกลบไปอีกสองถึงสามวันในกรณีที่ว่าเขาอาจจะกลับมาช้าเพราะว่าเขาได้ไปจำนวนคนที่น้อยลงและระยะการเดินทางที่มากขึ้นและลมหิมะแรงที่เขาคาดการณ์ไม่ได้

 

สนับสนุนโดย.  แจ้งฝาก-ถอน ufabet

สำหรับเรื่องราวของตึก15ชั้นในจังหวัดนครปฐมที่อยุ่ในมหาวิทยาลัยดังที่นครปฐมเริ่มมีเรื่องราวเกิดขึ้น มาอย่ามากมายหลัง ตำนานตึกหลอนทับป่าช้าเก่า จากได้เกิดเหตุนักศึกษาปี5ที่ได้เสียชีวิมาเมื่อปี2562นั่นเอง

โดยจากคำบอกเล่าจากปากของอาจารย์เองก็ได้บอกว่าลูกศิษย์คนนี้เป็นคนที่เรียนดีมากๆเลยแต่ว่าไม่มีเงินที่จะจ่ายค่าเทอมนั่นเองจนทำให้เขาเรียนจบไม่ทันเพื่อนๆมันอาจจะเป็นสาเหตุที่อาจจะทำให้เขาเกิดอาการเครียดกับตัวเองจึงเกิดอาการคิดสั้นที่ต้องจบชีวิตตัวเอง

เมื่อวันที่28สิงหาคมพ.ศ.2562ได้มีข่าวรายงานว่ามีเจ้าหน้าที่ตำรวจในจังหวัดนครปฐมได้รับแจ้งมีเหตุมีคนกระโดดตึก15ชั้นในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในจังหวัดนครปฐมตำรวจก็ได้รีบขับรถไปที่เกิดเหตุและได้สอบถามคนที่พบเห็นเหตุการณ์คือคุณลุงวิเชียร์อายุประมาณ45ปี

ซึ่งลุงวิเชียรได้กล่าวว่าในระหว่างนั้นตนก็ได้นั่งทำงานไม้อยู่ด้านใต้ของตัวตึกจากนั้นไม่นานตนก็ได้ยินเสียงเหมือนกับมีของได้ตกลงมาจากที่สูงอย่างแรงคุณลุงเลยรีบวิ่งออกไปดูด้วยความสงสัยปรากฏว่าภาพที่คุณลุงเห็นอยู่ต่อหน้านั้นเป็นเด็กนักศึกษาในมหาวิทยาลัยแห่งนี้

นอกจากนั้นคุณลุงวิเชียรก็ได้ประสานงานกับเจ้าหน้าที่จากนั้นรถกู้ภัยก็ได้วิ่งเข้ามาพร้อมกับทำการปฐมพยาบาลเบื้องต้นทำการปั้มหัวใจเพื่อจะยื้อชีวิตของนักศึกษาคนนี้ท้ายที่สุดแล้วหน่วยกู้ภัยไม่สามารถที่จะยื้อชีวิตหนุ่มนักศึกษาคนนี้เอาไว้ได้

ดังนั้นได้มีอาจารย์ท่านหนึ่งที่ได้เป็นประธานการจัดการในสาเขโลจิสติกส์ท่านได้กล่าวว่าโดยปกติแล้วหนุ่มผู้เสียชีวิตเป็นคนที่มีนิสัยร่าเร่งมีการเรียนดีแอบติดเกมและไม่ได้ลงเรียนมาสองเทอมแล้ว

เนื่องจากว่าหนุ่มคนนี้ไม่เงินพอที่จะจ่ายค่าเทอมจึงไม่สามารถที่จะออกไปฝึกงานจนทำให้ไม่จบการศึกษาไปพร้อมกับเพื่อนๆนั่นเอง

โดยได้มีการสรุปผลได้ว่านี่อาจจะเป็นที่มาของการคิดตัดสิ้นใจปิดชีพฆ่าตัวตายนั่นเองและหลังจากที่ได้เกิดเรื่องนี้ขึ้นมาได้สักระยะหนึ่งก็ได้มีบุคคลได้ออกมาแสดงความคิดเห็นที่เกี่ยวกับตึก15ชั้นในที่เกิดเหตุแห่งนี้พื้นที่แห่งนี้ได้เคยเป็นสถานที่ป่าช้าเก่ามาก่อนโดยผู้ที่ได้แสดงความคิดเห็นได้บอกว่าเขาได้เคยเป็นศิษย์เกาในมหาวิทยาลัยแห่งนี้และยังเคยเจอเรื่องราวที่แปลกประหลาดในลิฟแห่งนี้อีกด้วย

นอกจานนี้เขายังได้กล่าวอีกว่าลิฟนั้นจะเปิดเองอยู่ที่ชั้น6โดยที่ไม่มีใครกดอีกทั้งยังได้มีเรื่องราวในอดีตที่ได้ยินรุ่นพี่บอกกล่าวมาในช่วงเย็นจะมีคนเห็นคนปีนตึกและได้ทำการกระโดลงมาจากตึกทำแบบนี้อยู่บ่อยครั้ง

 

สนับสนุนโดย.  gclub ฟรีสปิน

ประวัติเกี่ยวกับสมัยรัชกาลที่6 สำหรับเรื่องนี้ได้เป็นเรื่องเล่าในสมัยรัชกาลที่6ครั้งนั้นพระองค์ได้ทรงประทับอยู่ที่ตําหนักจิตรลดารโหฐานเรื่องเล่าก็ได้มีอยู่ว่าวันหนึ่งรัชกาลที่6ท่านได้ต้องการเสด็จไปงานศพของพระญาติผู้หนึ่งที่เป็นลูกของรัชกาลที่4บางทีก็บอกว่าเป็นงานแต่งก็สรุปแล้วท่านจะเสด็จไปงานไหน

ซึ่งทั้งสองเหตุการณ์รัชกาลที่6ก็ต้องออกไปงานโดยรถส่วนพระองค์และทุกๆครั้งเวลาที่พระองค์ต้องการที่จะใช้รถพระองค์ก็จะไปขึ้นรถที่จุดนัดพบตรงพระที่นั่งอัมพรสถานและในคืนนั้นก็เช่นกันท่านก็ได้เสด็จไปจากพระตำหนักไปที่จุดนับพบนี้เองเพื่อที่จะขึ้นรถ

โดยเป็นการเสด็จมาเพียงพระองค์คนเดียงและในระหว่างที่กำลังจะเดินไปที่จุดนัดพบท่านก็ได้เห็นกับผู้บังคับการทหารรักษาวังที่ชื่อว่า นายพันโท จะหมื่นฤทธิ์ ได้เป็นทหารที่พระองค์ทรงโปรดปรานและก็สนิทสนมด้วยอย่างมากมายืนทำความเคารพอยู่คนเดียว

เมื่อรัชกาลที่6ได้เห็นและก็ทรงแปลกใจว่าทำไมถึงมาอยู่เฝ้าตรงจุดนี้ทำไมไม่ไปยืนตรงจุดนับพบแล้วมาคนเดียวแบบนี้จะมีเรื่องอะไรมาบอกพระองค์เป็นการส่วนตัวหรือเปล่าแต่ทว่าคนนั้นก็ไม่มีทีท่าว่าจะถวายหนังสือกราบบังคงทูลเรื่องอะไรเลยอีกอย่างหนึ่งก็คืองานที่จะไปวันนั้นก็ไม่ได้เป็นงานที่ต้องแต่งตัวแบบจัดเต็มแล้วคนในงานเขาก็มีการบอกให้ทุกคนแต่งเสื้อสีขาว

นอกจากนี้นายทหารผู้นี้กลับได้แต่งตัวมาเต็มยศเลยบางเรื่องก็บอกว่าพระองค์ทรงเดินมาถึงจุดนัดพบที่มีทหารทั้งหลายมารอรับเสด็จพระองค์ก็ทรงทอดพระเนตรเห็นทหารทุกคนแต่ว่ามีนายทหารผู้นี้แหละกับแต่งตัวสะเต็มยศเลยรัชกาลที่6ทรงเห็นแล้วก็นึกในใจว่าทำไมทหารคนนี้ถึงได้แต่งตัวมาสะเต็มยศแบบนี้คงอาจจะแต่งผิดมาก็ได้แต่พระองค์ก็ทรงไม่ทักอะไรเพราะกลัวว่านายทหารผู้นั้นจะเสียหน้าพระองค์ไม่ได้พูดอะไรแล้วก็เสด็จขึ้นรถไป

เพราะฉะนั้นแล้วเรื่องราวก็ได้ผ่านไปพระองค์ก็ไม่ได้นึกถึงเรื่องนั้นอีกแล้วจนกระทั่งรัชกาลที่6ก็ได้กลับมาจากงานในเวลานั้นก็เป็นเวลาเกือบตี3แล้วพระองค์ก็จะเสด็จขึ้นไปบนพระตำหนักเพื่อที่จะเตรียมการพักผ่อนและในตอนนั้นเองก่อนที่จะมาถึงห้องแต่งตัวท่านก็ได้ผ่านห้องโถงห้องหนึ่งและในตำหนักนั้นท่านกน็ได้ไปเห็นพานทองประหลาดอันหนึ่งได้ตั้งอยู่

ซึ่งในพานใบนั้นก็ได้มีธูปกระจ่างอยู่คู่กับเทียนอีกหนึ่งเล่มโดยเป็นของคนไทยที่เขาเอาไว้ใช้เผาศพพร้อมด้วยกระทงดอกไม้ตั้งอยู่และมีจดหมายลาตายของจะหมื่น ฤทธิ์ รณจักร

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย.  สมัคร sbobet โดยตรง

              ตำนานรถไฟที่หายไป  สำหรับตำนานที่เรากำลังจะพูดถึงกันอยู่นี้เป็นตำนานที่ผ่านมาแล้วเจ็ดสิบกว่าปี  แต่ตำนานนี้บางคนก็บอกว่าเป็นตำนานเรื่องเล่าที่เกิดขึ้นจริง แต่บางคนก็บอกว่าเป็นเพียงเรื่องที่มีการแต่งขึ้นมา แต่ก็ไม่มีใครออกมายืนยันว่าแท้ที่จริงว่าตำนานเป็นหรือจริงหรือไม่จริงหรือไม่ แต่ก็เคยมีการออกข่าวลงในหนังสือพิมพ์ของสำนักข่าวต่างประเทศด้วย

              โดยตำนานเกี่ยวกับรถไฟที่หายไปนี้ เป็นการเล่ากันมากจากปากต่อปากและมีการเล่ากันมากในโลกออนไลน์ หากคุณเข้าไปหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ต ค้นหาจาก google จะเห็นได้ว่ามีการพูดคุยเรื่องนี้กันมาเลยทีเดียว สำหรับเรื่องนี้นับตั้งแต่เกิดขึ้นมาในช่วงปี ค.ศ. 1942 จนถึงตอนนี้ก็ปี ค.ศ. 2020 ผ่านมาเจ็ดสิบกว่าปีแล้ว เป็นเรื่องเหตุการณ์ที่สร้างความอัศจรรย์ใจให้กับคนที่ได้ฟังเรื่องนี้กันมากเลยทีเดียว 

               ตามตำนานกล่าวว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยไม่สามารถหาสาเหตุได้นี้เกิดขึ้นที่ประเทศอิตาลี ซึ่งเกิดขึ้นบนเส้นทางรถไฟสายหนึ่ง โดยรถไฟขบวนดังกล่าวนั้นเป็นขบวน F626  ว่ากันว่ารถไฟขบวนนี้มีจำนวนโบกี้ตัวเลขอาถรรภ์

ซึ่งก็คือ เลข 13 นั่นเอง ว่ากันว่ารถไฟขบวน F626 นั้นมีการวิ่งไปตามรางรถไฟเรื่อยๆ โดยจะไปสิ้นสุดสถานีที่เมืองบุรันยา  ในขบวนรถไฟคันนี้มีผู้โดยสารนั่งไปเยอะมาก ซึ่งเรื่องเล่ากล่าวถึงจำนวนผู้โดยสารว่ามีมากถึง 120 คน

       ตำนานรถไฟที่หายไป   ว่ากันว่ารถไฟขบวน F626 วิ่งมาถึงอุโมงค์แห่งหนึ่งที่เคยวิ่งผ่านไปผ่านมา มาแล้วหลายร้อยหลายพันครั้ง แต่ครั้งทีสร้างความตกใจให้กับทุกคนนั้นเป็นครั้งเมื่อ 78 ปีก่อนนั้นอยู่ๆ เมื่อรถไฟขบวน F626  วิ่งเข้าไปในอุโมงค์หลังจากนั้นก็ไม่เคยมีใครเห็นรถไฟขบวน F626   ออกมาอีกเลย

ไม่ว่าทางการจะส่งหน่วยงาน ทหาร หรือตำรวจ เข้ามาหาขบวนรถไฟสายดังกล่าวสักเท่าไหร่ แต่ก็ไม่มีใครหารถไฟขบวนนั้นเจออีกเลย รถไฟขบวน F626  หายไปจากโลกนี้อย่างไร้ร่องรอย ไม่มีซากรถไฟ แสดงให้เห็นว่ารถไฟสายดังกล่าวเกิดอุบัติเหตุ เงียบหายเหมือนกับว่าโลกนี้ไม่เคยมีรถไฟขบวนนี้อยู่ในโลก

           แน่นอนว่าครอบครัวของผู้ที่สูญหาย พยายามที่จะติดตามหาญาติของพวกเขา แต่ก็ไม่มีใครเคยเห็นศพหรือร่างกายของผู้ที่สูญหายเลย อย่างไรก็ตามหลังจากที่เรืองราวรถไฟขบวน F626  เริ่มมีคนลืมเลือนหลังจากนั้น 43 ปีต่อมารถไฟขบวนดังกล่าวก็กลับออกมาจากอุโมงค์ และเป็นเรื่องที่น่าตกใจมากเพราะคนในรถไฟขบวนนั้นมีอายุเท่าเดิม

และเมื่อพวกเขากลับมาพบกับญาติพี่น้องพวกเขาก็พบว่าญาติพี่น้องของพวกเขาบางคนก็แก่ตายไปแล้ว บางคนจากเด็กก็โตเป็นผู้ใหญ่ ส่วนตัวของพวกเขานั้นอายุเท่าเดิมเหมือนโดนสตาร์ฟ จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีใครสามารถพิสูจน์ได้ว่ารถไฟขบวน F626   หายไปไหนมาและกลับมาได้อย่างไร

 

ขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนโดย    สมัคร gclub ไม่มีขั้นต่ำ

เราจะพาทุกคนได้ไปทำความรู้จักกับปรากฏการทางธรรมชาติ  ตำนานจันทรุปราคา ที่หลายๆคนอาจจะเคยได้ยินเรื่องรางเกี่ยวกับราหูอมจันทร์อยู่แล้วบ้างในบางคนอาจจะยังไม่รู้ว่าทำไมราหูถึงต้องอมจันทร์

สำหรับราหูอมจันทร์หรือในทางวิทยาศาสตร์จะเรียกว่าจันทรุปราคาได้เป้นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่คนในปัจจุบันนี้ได้ทราบกันดีว่ามันได้เกิดขึ้นจากที่ดวงจันทร์มันได้ผ่านเข้ามาในวงโคจรของโลกทำให้มนุษย์เรามองเห็นดวงจันทร์หายไปในเงามืด

ซึ่งในเหตุการณ์นี้มันจะเกิดขึ้นที่พระจันทร์เต็มดวงเท่านั้น

แต่มันก็ไม่ได้ปรากฏขึ้นทุกเดือนเนื่องจากว่าระนาบโคจรของโลกดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ไม่ได้โคจรในระนาบเดียวกันและมันจะตัดกันทำโดยทำมุม5องศาจากนั้นมันจะมีโอกาศที่จะเกิดจันทรุปราคาขึ้นเพียงแค่ปีละ1-2ครั้งเองเท่านั้น

นอกจากนี้ในมนุษย์ปัจจุบันอย่างพวกเราแล้วนั้นในเวลาที่จะเกิดจันทรุปราคาหรือว่าสริยุปราคาขึ้นและหลายๆคนก็ไม่ได้คิดอะไรมันใช่หรือไม่เราอยากจะให้ทุกคนได้ลองจินตนาการณ์ดูว่าคนโบราณในสมัยอดีตที่พวกเขาเหล่านั้นไม่ได้เรียนดาราศาสตร์มาเหมือนกับเราเขาจะรู้สึกยังไงกันที่อยู่ดวงจันทร์ที่ได้ส่องแสงสว่างเป็นวงกลมอยู่ดีมันก็ค่อยๆหายไปทีละนิดๆเหมือนกับว่ามันได้ถูกสัตว์ร้ายกัดกินยังไงอย่างงั้นเลย

ดังนั้นในเวลาเพียงแค่ไม่กี่วินาทีเท่านั้นดวงจันทร์ที่ได้ถูกกลืนกินเข้าไปมันก็ได้กลับมาอีกครั้งและมันก็ได้เปลี่ยนไปอย่างที่ทุกคนไม่เคยได้พบเห็นในแต่ละคืนเพราะว่ามันได้กลายมาเป็นพระจันทร์สีเลือดที่มองดูน่ากลัวในปัจจุบันเรียกว่าพระจันทร์สีแดงหรือเรียกอีกอย่างว่า Blood moon 

โดยมันได้เกิดขึ้นเมื่อดวงจันทร์ได้ถูกเงามือของโลกนั้นได้บดบัง100%ที่หลายๆคนได้ถูกจันทรุปราคาเต็มดวงมันก็ได้ทำให้ดวงจันทร์นั้นจะต้องมืดมิดไปทั้งดวงเลยแต่ในความเป็นจริงแล้วนั้นดวงจันทร์มันจะยังไม่มืดไปเลยทั้งดวงเนื่องจากว่ามันก็ได้มีแสงอาทิตย์ในบางส่วนที่มันสามารถส่องผ่านชั้นบรรยากาศของโลกไปยังดวงจันทร์ได้อยู่นั่นเอง

เนื่องจากนี้แสงในช่วงคลื่นสีแดงมันได้ทำให้เราเห็นดวงจันทร์นั้นนเป็นสีเลือดที่ดูน่ากลัวนั่นเองมันเลยทำให้มีความเชื่อที่เกี่ยวกับสิ่งที่ดูน่ากลัวคล้ายๆกันในหลายๆพื้นที่ทั่วโลกเลยตัวอย่างเช่นชาวMesopotamiaหรือชาวอีรักในปัจจุบันพวกเขาได้มองปรากฏการณ์พระจันทร์เลือดว่าเป็นการลุยรานจากยมโลกนำโดยกองทัพปีศาจ7ตนที่ชั่วร้ายส่วนชาวไวกิ้งที่ได้ตั้งถิ่นฐานอยู่แทบประเทศนอร์เวย์แล้วก็เดนมาร์กพวกเขาก็เชื่อว่าปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นจากฝูงหมาป่าที่ทำการล่าดวงอาทิตย์แล้วก็ดวงจันทร์

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  ufabet ฝากเงิน ออโต้

คำทำนายของ“ นอสตราดามุส “ สำหรับข้อมูลทั้งสองคนนี้เราขอแยกเป็นสองส่วนระหว่างของ  “ นอสตราดามุส “ กับ   “ คุณยาย บาบา วานกา “  โดยคนแรก “ นอสตราดามุส “ ตามข้อมูลเขาไดบอกเอาไวว่า “ นอสตราดามุส “ เป็นนายแพทย์ที่เกิดอยู่ในช่วงประมาณปี ค.ศ.1500หรือประมาณ500ปีที่แล้วและเขายังได้มีความสามารถทางเรื่องของดาราศาสตร์เรื่องของโหราศาสตร์แล้วก็เรื่องของพยากรอากาศด้วย

โดยคนๆนี้ได้ทำนายสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่างๆบนโลกเราไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสงครามต่างๆเหตุการณ์ทางการเมืองหรือแม้แต่สิ่งต่างๆที่เปลี่ยนแปลงบนโลกเอาไว้เยอะมากและที่สำคัญคือสิ่งเหล่านี้มันได้เกิดขึ้นมาจริงๆหลังจากที่เขาทำนายถึงแม้ว่าเขาจะเสียชีวิตไปแล้วก็ตาม

ซึ่งตรงนี้มันค่อนข้างที่น่าสนใจอย่างมากเพราะว่าตามตำนานที่เขาได้บอกเอาไว้ว่า“ นอสตราดามุส “เคยทำนายเอาไว้ส่วนใหญ่เรื่องที่เราไปเจอมามันเป็นเรื่องเกี่ยวกับทางด้านการเมืองการปกครองหรือแม้แต่การเปลี่ยนแปลงต่างๆที่เกิดขึ้นทั่วโลกไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงของผู้นำไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการทำนายนิสัยต่างๆหรือบุคคลที่จะได้ขึ้นเป็นใหญ่เป็นโตในอนาคต

นอกจากนี้ส่วนใหญ่แล้ว“ นอสตราดามุส “จะทำนายสิ่งเหล่านี้เอาไว้มากกว่าและหนึ่งคำทำนายที่เขาได้ทำนายเอาไว้มันได้ตรงมาที่สุดและเราได้รู้จักกันทุกคนเลยหนึ่งในคำทำนายนั้นนั่นก็๕อ คำทำนายของ “ ฮิตเลอร์ “ และถามว่าเรื่องของการทำนายบุคคลสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์มันมีแค่ “ฮิตเลอร์” หรือเปล่าจริงๆแล้วมันมีอยู่อีกเยอะเลยไม่ว่าจะเป้นเรื่องของจักรพรรดินโปเลียนที่ถูกมองว่าเป็นนักฆ่ามากกว่าเจ้าชายที่เกิดปี1900ต้นๆ

เนื่องจากนี้การสละบัลลังก์ของพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่8ที่เกิดขึ้นปี1936หรือแม้กระทั่งการทำนายเรื่องของสงครามโลกครั้งที่2ในขณะที่สงครามโลกครั้งที่1ยังไม่เกิดขึ้นเลยเขาก็ทำนายมาแล้วแต่ว่าเหตุการณ์ที่น่าสนใจที่สุดที่ “ นอสตราดามุส “ เขาได้ทำนายเอาไว้ก็คงไม่พ้นเรื่องของเหตุการณ์นายวันๆหรือ911ที่ใช้แจ็คเครื่องบิบนเมื่อ20ปีที่แล้วเพื่อที่จะนำเครื่องบิบนไปชนตึกเวิลด์เทรดที่สหรัฐอเมริกานั่นเอง

ซึ่งตรงนี้เองเขายังได้บอกอีกว่าตามคำทำนายของ“ นอสตราดามุส “เขาก็ยังได้ทำนายอนาคตเอาไว้ด้วยโดยคำทำนายตรงนี้มันยังไม่เกิดแต่มันมีแววที่จะเกิดขึ้นและมันก็มีแววมากขึ้นทุกวันๆ ( โดยสิ่งนั้นก็คือ สงครามโลกครั้งที่3 นั่นเอง ) 

ดังนั้นในสงครามโลกครั้งที่3ตรงนี้ไม่ใช่แค่“ นอสตราดามุส “เป็นคนตำนานเพียงเท่านั้นแม้แต่ “ อันเบิดไอสสไตน์ “ ที่เขาพึ่งจะเสียชีวิตไปเมื่อ100ที่แล้วเขาก็ได้ทำนายเอาไว้ว่าเปอร์เซ็นต์ที่จะเกิดสงครามโลกครั้งที่3ขึ้นมีค่อนข้างสูงมากและสงครามโลกครั้งที่3จะรุนแรงมากกว่าครั้งที่1และ2จนอาจจะทำให้ทรัพยากรบนโลกเราหายไปหมดเลยก็ว่าได้

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  ทางเข้า UFABET ภาษาไทย

            ตำนานนี้เป็นตำนานของชาวอินเดียที่พูดถึง ตำนานกระต่ายบนดวงจันทร์  เชื่อว่าหลายคนเคยได้ยินและอาจจะเคยมองไปบนดวงจันทร์ว่าในช่วงของค่ำคืนของพระจันทร์เต็มดวงนั้นเรามักจะเห็นเงาบนดวงจันทร์มีลักษณะของสัตว์คล้ายกับรูปร่างกระต่ายซึ่งแต่ละประเทศนั้นก็จะมีตำนานกระต่ายบนดวงจันทร์ที่แตกต่างกันออกไปในครั้งนี้เราจะพูดถึงตำนานของชาวอินเดียที่มีการพูดถึงกระต่ายบนดวงจันทร์นี้ว่ามีที่มาที่ไปอย่างไรบ้าง

          ตำนานของคนอินเดียระบุเอาไว้ว่าในสมัยก่อนนั้นได้มีสัตว์อยู่ 4 ชนิดนั้นก็คือกระต่าย  , ลิง , นาค  , จิีกจอก   โดยสัตว์ทั้ง 4 ตัวนี้ ได้มีการฝึกบำเพ็ญศีลภาวนา โดยพวกมันนั้นพากันถือศีลไม่ทำร้ายสัตว์ด้วยกันเองไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตบำเพ็ญเพียรกระบะซึ่งทุกวันนั้นทำได้ดีมาเสมอจนพระองค์อินทร์ที่อยู่บนสรวงสวรรค์เห็นว่าการบำเพ็ญเพียรของสัตว์ทั้ง 4 ชนิดนี้นั้นไม่มีอุปสรรคอะไรมาเป็นเครื่องทดสอบจิตใจเลยพระองค์จึงได้ลงมาจากบนสรวงสวรรค์เพื่อมาทดสอบการบำเพ็ญเพียรของสัตว์ทั้งชีวิตในครั้งนี้

       โดยพระองค์ได้มีการจำแลงกายเป็นชายชราที่มีรูปร่างผอมหิวโซหลังจากนั้นพระองค์ก็เดินทางไปหาลิงเป็นตัวแรก  หลังจากพบลิงแล้วพระองค์ก็ได้มีการขออาหารจากลิงตัวนั้นซึ่งลิงนั้นปกติแล้วมันกินผลไม้  ดังนั้นมันจึงได้เอาผลไม้ให้กับพระอินทร์ที่จำแลงเป็นชายชรากิน  หลังจากนั้นพระอินทร์ได้มีการเดินทางไปหานาค  และได้ขออาหารจาก นาค เหมือนกับที่ขออาหารจากลิงนั้นเอง ซึ่งในขณะนั้นเอง นาค ได้มองเห็นปลาตายอยู่ตรงบริเวณที่ตนเองอยู่จึงได้นำปลาตายส่งให้กับพระอินทร์ที่แปลงร่างเป็นชายชราได้นำไปกินเป็นอาหาร 

          หลังจากนั้นพระอินทร์ก็เดินทางไปหาจิ้งจอก และก็ขออาหารกับจิ๊กจอกเช่นเดียวกัน   ซึ่งสุนัขจิ้งจอกนั้นได้มีการนำน้ำนมของตนเองถวายให้กับพระอินทร์ 1 ถ้วยพร้อมกับผลไม้แห้งอีก 1 กระปุก  หลังจากที่ผู้เรียนได้รับอาหารจากสุนัขจิ้งจอกแล้วพระองค์ก็เดินทางไปยังสถานที่ที่กระต่ายอยู่โดยพระองค์ก็พอเป็นชายชราที่กำลังหิวโซและขอ อาหารจากกระต่ายแต่ด้วยกระต่ายนั้นปกติกินเพียงแค่หน้าแห้งอยู่แล้วเมื่อมีคนมาขออาหารมันก็ไม่รู้ว่าจะต้องให้อะไรดี ซึ่งตัวมันเองก็บอกกับชายชราว่ามันไม่มีอาหารให้กับชายชราเพราะมันกินแค่หญ้าแต่ชายชราคนนั้นแนะนำว่ากระต่ายได้บำเพ็ญเพียรมานานแล้วสามารถที่จะละชีวิตของตนเองเพื่อบุคคลอื่นได้หรือไม่เมื่อกระต่ายได้ยินดังนั้นจึงได้มีการกระโดดเข้ากองไฟเพื่อใช้ร่างกายของตนเองนั้นให้ชายชราได้กิน

          เมื่อพระอินทร์ได้เห็นดังนั้นจึงรู้สึกซาบซึ้งในการกระทำของเจ้ากระต่ายจึงได้มีการเตวาดรูปไว้บนดวงจันทร์เป็นรูปกระต่ายเพื่อเป็นที่ระลึกแสดงให้เห็นถึงความเสียสละชีวิตของเจ้ากระต่ายนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาเวลาที่เรามองดูพระจันทร์เวลาพระจันทร์เต็มดวงก็จะเห็นเงาลางๆคล้ายกับกระต่ายอยู่บนดวงจันทร์นั่นเอง

 

สนับสนุนโดย.  ทางเข้า gclub มือถือ