เราจะพาทุกคนได้ไปทำความรู้จักกับปรากฏการทางธรรมชาติ  ตำนานจันทรุปราคา ที่หลายๆคนอาจจะเคยได้ยินเรื่องรางเกี่ยวกับราหูอมจันทร์อยู่แล้วบ้างในบางคนอาจจะยังไม่รู้ว่าทำไมราหูถึงต้องอมจันทร์

สำหรับราหูอมจันทร์หรือในทางวิทยาศาสตร์จะเรียกว่าจันทรุปราคาได้เป้นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่คนในปัจจุบันนี้ได้ทราบกันดีว่ามันได้เกิดขึ้นจากที่ดวงจันทร์มันได้ผ่านเข้ามาในวงโคจรของโลกทำให้มนุษย์เรามองเห็นดวงจันทร์หายไปในเงามืด

ซึ่งในเหตุการณ์นี้มันจะเกิดขึ้นที่พระจันทร์เต็มดวงเท่านั้น

แต่มันก็ไม่ได้ปรากฏขึ้นทุกเดือนเนื่องจากว่าระนาบโคจรของโลกดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ไม่ได้โคจรในระนาบเดียวกันและมันจะตัดกันทำโดยทำมุม5องศาจากนั้นมันจะมีโอกาศที่จะเกิดจันทรุปราคาขึ้นเพียงแค่ปีละ1-2ครั้งเองเท่านั้น

นอกจากนี้ในมนุษย์ปัจจุบันอย่างพวกเราแล้วนั้นในเวลาที่จะเกิดจันทรุปราคาหรือว่าสริยุปราคาขึ้นและหลายๆคนก็ไม่ได้คิดอะไรมันใช่หรือไม่เราอยากจะให้ทุกคนได้ลองจินตนาการณ์ดูว่าคนโบราณในสมัยอดีตที่พวกเขาเหล่านั้นไม่ได้เรียนดาราศาสตร์มาเหมือนกับเราเขาจะรู้สึกยังไงกันที่อยู่ดวงจันทร์ที่ได้ส่องแสงสว่างเป็นวงกลมอยู่ดีมันก็ค่อยๆหายไปทีละนิดๆเหมือนกับว่ามันได้ถูกสัตว์ร้ายกัดกินยังไงอย่างงั้นเลย

ดังนั้นในเวลาเพียงแค่ไม่กี่วินาทีเท่านั้นดวงจันทร์ที่ได้ถูกกลืนกินเข้าไปมันก็ได้กลับมาอีกครั้งและมันก็ได้เปลี่ยนไปอย่างที่ทุกคนไม่เคยได้พบเห็นในแต่ละคืนเพราะว่ามันได้กลายมาเป็นพระจันทร์สีเลือดที่มองดูน่ากลัวในปัจจุบันเรียกว่าพระจันทร์สีแดงหรือเรียกอีกอย่างว่า Blood moon 

โดยมันได้เกิดขึ้นเมื่อดวงจันทร์ได้ถูกเงามือของโลกนั้นได้บดบัง100%ที่หลายๆคนได้ถูกจันทรุปราคาเต็มดวงมันก็ได้ทำให้ดวงจันทร์นั้นจะต้องมืดมิดไปทั้งดวงเลยแต่ในความเป็นจริงแล้วนั้นดวงจันทร์มันจะยังไม่มืดไปเลยทั้งดวงเนื่องจากว่ามันก็ได้มีแสงอาทิตย์ในบางส่วนที่มันสามารถส่องผ่านชั้นบรรยากาศของโลกไปยังดวงจันทร์ได้อยู่นั่นเอง

เนื่องจากนี้แสงในช่วงคลื่นสีแดงมันได้ทำให้เราเห็นดวงจันทร์นั้นนเป็นสีเลือดที่ดูน่ากลัวนั่นเองมันเลยทำให้มีความเชื่อที่เกี่ยวกับสิ่งที่ดูน่ากลัวคล้ายๆกันในหลายๆพื้นที่ทั่วโลกเลยตัวอย่างเช่นชาวMesopotamiaหรือชาวอีรักในปัจจุบันพวกเขาได้มองปรากฏการณ์พระจันทร์เลือดว่าเป็นการลุยรานจากยมโลกนำโดยกองทัพปีศาจ7ตนที่ชั่วร้ายส่วนชาวไวกิ้งที่ได้ตั้งถิ่นฐานอยู่แทบประเทศนอร์เวย์แล้วก็เดนมาร์กพวกเขาก็เชื่อว่าปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นจากฝูงหมาป่าที่ทำการล่าดวงอาทิตย์แล้วก็ดวงจันทร์

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  ufabet ฝากเงิน ออโต้

คำทำนายของ“ นอสตราดามุส “ สำหรับข้อมูลทั้งสองคนนี้เราขอแยกเป็นสองส่วนระหว่างของ  “ นอสตราดามุส “ กับ   “ คุณยาย บาบา วานกา “  โดยคนแรก “ นอสตราดามุส “ ตามข้อมูลเขาไดบอกเอาไวว่า “ นอสตราดามุส “ เป็นนายแพทย์ที่เกิดอยู่ในช่วงประมาณปี ค.ศ.1500หรือประมาณ500ปีที่แล้วและเขายังได้มีความสามารถทางเรื่องของดาราศาสตร์เรื่องของโหราศาสตร์แล้วก็เรื่องของพยากรอากาศด้วย

โดยคนๆนี้ได้ทำนายสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่างๆบนโลกเราไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสงครามต่างๆเหตุการณ์ทางการเมืองหรือแม้แต่สิ่งต่างๆที่เปลี่ยนแปลงบนโลกเอาไว้เยอะมากและที่สำคัญคือสิ่งเหล่านี้มันได้เกิดขึ้นมาจริงๆหลังจากที่เขาทำนายถึงแม้ว่าเขาจะเสียชีวิตไปแล้วก็ตาม

ซึ่งตรงนี้มันค่อนข้างที่น่าสนใจอย่างมากเพราะว่าตามตำนานที่เขาได้บอกเอาไว้ว่า“ นอสตราดามุส “เคยทำนายเอาไว้ส่วนใหญ่เรื่องที่เราไปเจอมามันเป็นเรื่องเกี่ยวกับทางด้านการเมืองการปกครองหรือแม้แต่การเปลี่ยนแปลงต่างๆที่เกิดขึ้นทั่วโลกไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงของผู้นำไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการทำนายนิสัยต่างๆหรือบุคคลที่จะได้ขึ้นเป็นใหญ่เป็นโตในอนาคต

นอกจากนี้ส่วนใหญ่แล้ว“ นอสตราดามุส “จะทำนายสิ่งเหล่านี้เอาไว้มากกว่าและหนึ่งคำทำนายที่เขาได้ทำนายเอาไว้มันได้ตรงมาที่สุดและเราได้รู้จักกันทุกคนเลยหนึ่งในคำทำนายนั้นนั่นก็๕อ คำทำนายของ “ ฮิตเลอร์ “ และถามว่าเรื่องของการทำนายบุคคลสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์มันมีแค่ “ฮิตเลอร์” หรือเปล่าจริงๆแล้วมันมีอยู่อีกเยอะเลยไม่ว่าจะเป้นเรื่องของจักรพรรดินโปเลียนที่ถูกมองว่าเป็นนักฆ่ามากกว่าเจ้าชายที่เกิดปี1900ต้นๆ

เนื่องจากนี้การสละบัลลังก์ของพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่8ที่เกิดขึ้นปี1936หรือแม้กระทั่งการทำนายเรื่องของสงครามโลกครั้งที่2ในขณะที่สงครามโลกครั้งที่1ยังไม่เกิดขึ้นเลยเขาก็ทำนายมาแล้วแต่ว่าเหตุการณ์ที่น่าสนใจที่สุดที่ “ นอสตราดามุส “ เขาได้ทำนายเอาไว้ก็คงไม่พ้นเรื่องของเหตุการณ์นายวันๆหรือ911ที่ใช้แจ็คเครื่องบิบนเมื่อ20ปีที่แล้วเพื่อที่จะนำเครื่องบิบนไปชนตึกเวิลด์เทรดที่สหรัฐอเมริกานั่นเอง

ซึ่งตรงนี้เองเขายังได้บอกอีกว่าตามคำทำนายของ“ นอสตราดามุส “เขาก็ยังได้ทำนายอนาคตเอาไว้ด้วยโดยคำทำนายตรงนี้มันยังไม่เกิดแต่มันมีแววที่จะเกิดขึ้นและมันก็มีแววมากขึ้นทุกวันๆ ( โดยสิ่งนั้นก็คือ สงครามโลกครั้งที่3 นั่นเอง ) 

ดังนั้นในสงครามโลกครั้งที่3ตรงนี้ไม่ใช่แค่“ นอสตราดามุส “เป็นคนตำนานเพียงเท่านั้นแม้แต่ “ อันเบิดไอสสไตน์ “ ที่เขาพึ่งจะเสียชีวิตไปเมื่อ100ที่แล้วเขาก็ได้ทำนายเอาไว้ว่าเปอร์เซ็นต์ที่จะเกิดสงครามโลกครั้งที่3ขึ้นมีค่อนข้างสูงมากและสงครามโลกครั้งที่3จะรุนแรงมากกว่าครั้งที่1และ2จนอาจจะทำให้ทรัพยากรบนโลกเราหายไปหมดเลยก็ว่าได้

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  ทางเข้า UFABET ภาษาไทย

            ตำนานนี้เป็นตำนานของชาวอินเดียที่พูดถึง ตำนานกระต่ายบนดวงจันทร์  เชื่อว่าหลายคนเคยได้ยินและอาจจะเคยมองไปบนดวงจันทร์ว่าในช่วงของค่ำคืนของพระจันทร์เต็มดวงนั้นเรามักจะเห็นเงาบนดวงจันทร์มีลักษณะของสัตว์คล้ายกับรูปร่างกระต่ายซึ่งแต่ละประเทศนั้นก็จะมีตำนานกระต่ายบนดวงจันทร์ที่แตกต่างกันออกไปในครั้งนี้เราจะพูดถึงตำนานของชาวอินเดียที่มีการพูดถึงกระต่ายบนดวงจันทร์นี้ว่ามีที่มาที่ไปอย่างไรบ้าง

          ตำนานของคนอินเดียระบุเอาไว้ว่าในสมัยก่อนนั้นได้มีสัตว์อยู่ 4 ชนิดนั้นก็คือกระต่าย  , ลิง , นาค  , จิีกจอก   โดยสัตว์ทั้ง 4 ตัวนี้ ได้มีการฝึกบำเพ็ญศีลภาวนา โดยพวกมันนั้นพากันถือศีลไม่ทำร้ายสัตว์ด้วยกันเองไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตบำเพ็ญเพียรกระบะซึ่งทุกวันนั้นทำได้ดีมาเสมอจนพระองค์อินทร์ที่อยู่บนสรวงสวรรค์เห็นว่าการบำเพ็ญเพียรของสัตว์ทั้ง 4 ชนิดนี้นั้นไม่มีอุปสรรคอะไรมาเป็นเครื่องทดสอบจิตใจเลยพระองค์จึงได้ลงมาจากบนสรวงสวรรค์เพื่อมาทดสอบการบำเพ็ญเพียรของสัตว์ทั้งชีวิตในครั้งนี้

       โดยพระองค์ได้มีการจำแลงกายเป็นชายชราที่มีรูปร่างผอมหิวโซหลังจากนั้นพระองค์ก็เดินทางไปหาลิงเป็นตัวแรก  หลังจากพบลิงแล้วพระองค์ก็ได้มีการขออาหารจากลิงตัวนั้นซึ่งลิงนั้นปกติแล้วมันกินผลไม้  ดังนั้นมันจึงได้เอาผลไม้ให้กับพระอินทร์ที่จำแลงเป็นชายชรากิน  หลังจากนั้นพระอินทร์ได้มีการเดินทางไปหานาค  และได้ขออาหารจาก นาค เหมือนกับที่ขออาหารจากลิงนั้นเอง ซึ่งในขณะนั้นเอง นาค ได้มองเห็นปลาตายอยู่ตรงบริเวณที่ตนเองอยู่จึงได้นำปลาตายส่งให้กับพระอินทร์ที่แปลงร่างเป็นชายชราได้นำไปกินเป็นอาหาร 

          หลังจากนั้นพระอินทร์ก็เดินทางไปหาจิ้งจอก และก็ขออาหารกับจิ๊กจอกเช่นเดียวกัน   ซึ่งสุนัขจิ้งจอกนั้นได้มีการนำน้ำนมของตนเองถวายให้กับพระอินทร์ 1 ถ้วยพร้อมกับผลไม้แห้งอีก 1 กระปุก  หลังจากที่ผู้เรียนได้รับอาหารจากสุนัขจิ้งจอกแล้วพระองค์ก็เดินทางไปยังสถานที่ที่กระต่ายอยู่โดยพระองค์ก็พอเป็นชายชราที่กำลังหิวโซและขอ อาหารจากกระต่ายแต่ด้วยกระต่ายนั้นปกติกินเพียงแค่หน้าแห้งอยู่แล้วเมื่อมีคนมาขออาหารมันก็ไม่รู้ว่าจะต้องให้อะไรดี ซึ่งตัวมันเองก็บอกกับชายชราว่ามันไม่มีอาหารให้กับชายชราเพราะมันกินแค่หญ้าแต่ชายชราคนนั้นแนะนำว่ากระต่ายได้บำเพ็ญเพียรมานานแล้วสามารถที่จะละชีวิตของตนเองเพื่อบุคคลอื่นได้หรือไม่เมื่อกระต่ายได้ยินดังนั้นจึงได้มีการกระโดดเข้ากองไฟเพื่อใช้ร่างกายของตนเองนั้นให้ชายชราได้กิน

          เมื่อพระอินทร์ได้เห็นดังนั้นจึงรู้สึกซาบซึ้งในการกระทำของเจ้ากระต่ายจึงได้มีการเตวาดรูปไว้บนดวงจันทร์เป็นรูปกระต่ายเพื่อเป็นที่ระลึกแสดงให้เห็นถึงความเสียสละชีวิตของเจ้ากระต่ายนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาเวลาที่เรามองดูพระจันทร์เวลาพระจันทร์เต็มดวงก็จะเห็นเงาลางๆคล้ายกับกระต่ายอยู่บนดวงจันทร์นั่นเอง

 

สนับสนุนโดย.  ทางเข้า gclub มือถือ

     หากพูดถึง ประวัติตือโป๊ยก่าย คือตัวละครอีกหนึ่ง ตัวที่เรามักจะเห็นว่ามีการพูดถึงในเรื่องไซอิ๋วซึ่งตือโป๊ยก่าย นั้นจะมีลักษณะรูปร่างคล้ายกับหมู  และเป็นสมุนที่ติดตามเฮงเจียหรือหงอคงไปทุกที่รวมถึงยังติดตามพระถังซัมจั๋งเดินทางไปยังชมพูทวีปเพื่อไปแสวงบุญอีกด้วย  ในปัจจุบันจะเห็นได้ว่าบางคนมีการนับถือโป๊ยก่ายเป็นเทพเจ้า และมีการเคารพกราบไหว้ตือโป๊ยก่ายแต่จุดเริ่มต้นหรือประวัติของตือโป๊ยก่าย จริงๆแล้วว่ากันว่า

            ในสมัยอดีตชาติของ  ตือโป๊ยก่าย นั้น แท้ที่จริงแล้วคือปล่อยไก่นั้นเป็นชายหนุ่มรูปงามและยังเป็นทหารเอกซึ่งมียศฐาบรรดาศักดิ์เป็นแม่ทัพอยู่บนสรวงสวรรค์ชื่อว่าเทียนเผิง ซึ่งตำแหน่งที่เขาได้รับนั้นเขาจะมีหน้าที่คอยดูแลแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่บนสรวงสวรรค์ด้วยเขาจะมีลูกน้องที่อยู่ภายใต้การดูแลของเขานั้นถึง 80,500 คนเลยทีเดียวนับได้ว่ายศฐาบรรดาศักดิ์ตอนที่อยู่บนสรวงสวรรค์นั้นค่อนข้างยิ่งใหญ่มาก

        ประวัติตือโป๊ยก่าย  แต่แล้วก็มีเหตุให้เขานั้นต้องถูกสาปลงมาเกิดใหม่ยังโลกมนุษย์เนื่องจากว่ามีอยู่วันหนึ่งบนสรวงสวรรค์ได้มีการจัดงานเลี้ยงเกิดขึ้นและตือโป๊ยก่ายเองก็ไปร่วมงานดังกล่าวด้วย  แต่ด้วยความที่เขากินเหล้าค่อนข้างเยอะจึงทำให้เกิดอาการเมามายและไปล่วงเกินเทพธิดาบนสรวงสวรรค์ทำให้เง๊กเซียนฮ่องเต้ไม่พอใจ สั่งโบย ตือโป๊ยก่าย และขับไล่ไอ้ลงมาเกิดยังโลกมนุษย์โดยให้มาเกิดอยู่ในท้องหมู  

         และหลังจากนั้นเขาก็เกิดออกมาโดยมีรูปร่างเหมือนคนแต่มีหน้าตาเหมือนหมูซึ่งแน่นอนว่าเขายังคงมีอิทธิฤทธิ์เก่งกาจอยู่จึงสามารถแปลงกายได้เขาจึงแปลงกายเป็นคนรูปหล่อและมักจะหลอกสาวๆไปทั่วจนเกิดไปเจอกับหญิงสาวคนหนึ่งซึ่งพ่อของเธอนั้นเป็นถึงคหบดีเป็นเหล่าขุนนางเก่า แต่ตอนแต่งงานก็กินเหล้าเมาจนเวทย์มนต์เสื่อมทำให้เห็นว่าแท้ที่จริงแล้วเขามีรูปร่างหน้าตาเหมือนหนูจึงถูกขับไล่ออกจากบ้านแต่ภรรยาของเขาก็รักเขาจริงตามมาอยู่ด้วย

          หลังจากนั้นเจ้าแม่กวนอิมก็เดินทางมาหา ตือโป๊ยก่าย และสั่งให้เธอใช้จ่ายนั้นเดินทางไปกับหงอคง เพื่อที่จะได้คอยอารักขา พระถังซัมจั๋ง ให้เดินทางไปยังชมพูทวีปอย่างปลอดภัย แต่ตามประวัติของตือโป๊ยก่าย เขาเป็นคนชื่นชอบผู้หญิงงามและชอบการกินเป็นชีวิตจิตใจดังนั้นไม่ว่าจะเดินทางไปยังหมู่บ้านอะไรก็มักจะไปจีบสาวๆตามหมู่บ้านอื่นๆแต่ท้ายที่สุดแล้วก็ยังเป็นลูกน้องที่ดีของหงอคงและสามารถที่จะพาพระถังซัมจั๋งเดินทางไปยังดินแดนแห่งชมพูทวีปได้นั่นเอง

 

สนับสนุนโดย.    ติดต่อ ufabet

        สำหรับเรื่องราวที่จะเล่าในครั้งนี้นั้นจะเป็นเรื่องราวของคุณหมอซึ่งรักษาโรคระบาด  รักษาโรคระบาดในยุคศตวรรษที่ 14 โดยคุณหมอที่กำลังจะพูดถึงอยู่ในขณะนี้นั้นจะมีลักษณะการแต่งกายที่ผิดแปลกออกไปจากคุณหมอโดยทั่วไปเพราะโดยปกติแล้วคุณหมอทั่วไปนั้นจะมีการแต่งกายด้วยชุดกาวสีขาวแต่คุณหมอที่กำลังพูดถึงในตอนนี้นั้นเป็นคุณหมอที่ใส่เครื่องแบบหรือเครื่องแต่งกายสีดำอีกทั้งยังมีหน้ากากปิดบังใบหน้าของตนเองและจะรักษาเฉพาะเพียงแค่โรคระบาดเพียงเท่านั้น 

         โดยคุณหมอที่แต่งกายด้วยลักษณะแปลกประหลาดนี้เกิดขึ้นเมื่อประมาณราวศตวรรษที่ 14 ซึ่งช่วงนั้นเป็นช่วงที่มีโรคระบาดได้มีการระบาดอย่างรุนแรงมากในประเทศในแถบยุโรป  ส่วนลักษณะอาการของโรคระบาดนั้นคนที่ป่วยเป็นโรคนี้จะมีบาดแผลขึ้นที่ผิวหนังและต่อมาบริเวณบาดแผลนั้นก็จะเริ่มเน่าและเป็นสีดำ หลังจากนั้นคนที่ป่วยเป็นโรคนี้ก็จะค่อยๆตายทีละช้าๆซึ่งในสมัยอดีตนั้นผู้คนยังไม่รู้ว่าโรคนี้คือโรคอะไรแต่ในปัจจุบันนั้นเราเรียกโรคชนิดนี้ว่าโรคกาฬโรคนั่นเอง 

        และเนื่องจากว่าคนสมัยก่อนไม่รู้ว่าโรคนี้คือโรคอะไรจึงไม่ค่อยมีใครอยากที่จะรักษาโรคนี้ชาวบ้านจึงพากันล้มตายเป็นจำนวนมากดังนั้นจึงได้มีคนกลุ่มหนึ่งได้มีการแต่งกายและออกไปรักษาคนที่ป่วยเป็นโรคนี้ตามบ้านเนื่องจากว่าค่ารักษาอาการป่วยด้วยโรคชนิดนี้นั้นจะได้เงินดีมากซึ่งคนที่มาเป็นแพทย์ในการรักษาโรคชนิดนี้ก็คือคุณหมอที่มีความชำนาญเกี่ยวกับสุขภาพจิตนั่นเองเนื่องจากว่าคุณหมอที่รักษาเกี่ยวกับคนเป็นโรคจิตนั้นมักจะได้เงินเดือนน้อย 

       ซึ่งคนกลุ่มนี้นั้นเห็นว่าโรคนี้ไม่มีใครสามารถรักษาให้หายขาดได้จึงได้มีการแต่งตัวเข้ามาเพื่อที่จะรักษาอาการป่วยของคนที่เป็นโรคระบาดนี้เพื่อหวังในเรื่องของทรัพย์สินเงินทองนั่นเอง ดังนั้นเมื่อหมอที่มารักษาโรคระบาดไม่ได้มีความชำนาญเกี่ยวกับเรื่องของการรักษาพวกเขาจึงจำเป็นต้องปิดบังใบหน้าจึงได้มีการแต่งกายแบบนี้อีกทั้งยังช่วยป้องกันให้เชื้อโรคไม่เข้ามาสู่ร่างกายของหมอที่ไปรักษาโรคได้

     เนื่องจากชุดที่ใส่นั้น ทำมาจากหนังแพะ และการใส่หน้ากากที่ใส่นั้นก็เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อโรคเข้ามาสู่ใบหน้า เพราะบริเวณดวงตาก็จะมีเลนป้องกันไม่ให้เชื้อโรคเข้าทางตาได้อีกด้วย และคุณหมอยังจะมีไม้เท้าประจำกาย แต่ไม้เท้านี้หมอโรคระบาดจะเอาไว้ใช้จิ้มไปตามร่างกายของผู้ป่วย เพราะหมอจะไม่ยอมถูกตัวผู้ป่วยนั่นเอง 

 

ได้รับการสนับสนุนโดย.  sa casino ฟรี300

บ้านพักอาถรรพ์

บ้านพักอาถรรพ์

             บ้านพักอาถรรพ์ นี้เป็นประวัติความเป็นมาถึงเรื่องราวความ อาถรรพ์บ้านพักนายก ที่มีการสร้างเอาไว้สำหรับให้ใครก็ตามที่ได้ขึ้นดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี จะสามารถย้ายมาอยู่ที่บ้านหลังนี้เรียกได้ว่าเป็นบ้านประจำตำแหน่งเลยก็ว่าได้ ซึ่งปัจจุบันชื่อบ้านพักหลังนี้มีการเรียกกันว่า บ้านพิษณุโลก  แต่อันที่จริงแล้วแต่เดิมนั้นบ้านหลังนี้ไม่ได้ชื่อว่าพิษณุโลก มีการนำมาเปลี่ยนแปลงกันภายหลัง แต่เดิมมีการเรียกชื่อบ้านหลังนี้ว่า บ้านบรรมทมศิลป์  มีการอออกแบบจากศิลปินชาวอิตาลี เป็นคนเดียวกันที่มีการออกแบบ ทำเนียบรัฐบาล 

          อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าวัตถุประสงค์จริงๆบ้านหลังดังกล่าวจะสร้างขึ้นมาสำหรับเป็นที่อยู่หรือเป็นบ้านประจำตำแหน่งสำหรับนายกรัฐมนตรีแต่นับตั้งแต่มีการสร้างบ้านหลังนี้มาเกิดเรื่องราวอาถรรพ์มากมาย  อาถรรพ์บ้านพักนายก ซึ่งส่วนใหญ่แล้วนายกรัฐมนตรีที่ได้รับตำแหน่งบางคนก็ย้ายมาอยู่บ้านหลังดังกล่าวแค่เพียงไม่นานก็จำเป็นต้องย้ายออกไปหรือบางคนก็ไม่ยอมที่จะเข้ามาอยู่ในบ้านหลังเก่าเลยก็มีอย่างเช่นนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน  พลเอกประยุทธ์  จันทร์โอชา  ก็ไม่ได้ย้ายเข้ามาอยู่ในบ้านพิษณุโลกซึ่งเป็นบ้านรับรองของนายกรัฐมนตรีหลังดังกล่าวแต่อย่างใด 

            ประวัติดั้งเดิมของบ้านหลังดังกล่าวนั้น บ้านหลังเก่าเคยเป็นบ้านของตระกูลอนิรุธเทวา แต่เกิดปัญหาในสมัยช่วงของรัชกาลที่ 7 ในสมัยนั้นมีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องของเศรษฐกิจทำให้คนในครอบครัวของตระกูลอนุเทวดาจำเป็นต้องย้ายที่อยู่ไปอาศัยอยู่บ้านในเขตพื้นที่จังหวัดนนทบุรีซอยบ้านบรรทมสินธุ์ให้เป็นบ้านรกร้างทำให้ในช่วงในสมัยของ จอมพล ป.พิบูลสงครามได้มีการติดต่อคนในตระกูลอนิรุธเทวาขอเช่าหรือขอซื้อบ้านหลังดังกล่าวแทน 

           โดยทางด้านจอมพลปพิบูลสงครามจ่ายเงินค่าบ้านหลังดังกล่าวจำนวน 5 แสนบาทซึ่งมีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 25 ไร่ด้วยกันส่วนสาเหตุที่จอมพลปพิบูลสงครามขอซื้อพื้นที่บริเวณดังกล่าวนั้นก็เพราะว่าในสมัยนั้นเริ่มมีญี่ปุ่นเข้ามาครอบครองพื้นที่ในไทยทั้งด้าน จอมพลป.พิบูลสงครามไม่อยากให้พื้นที่ดังกล่าวนั้นถูกซื้อโดยธงชาติประเทศญี่ปุ่นจึงได้ชิงตัดหน้าซื้อพื้นที่ดังกล่าวแทนนั่นเอง  หลังจากนั้นรัฐบาลก็ใช้บ้านบรรทมสินธุ์กลายเป็นสถานที่บัญชาการเกี่ยวกับทางด้านทหารต่อมาเมื่อประเทศญี่ปุ่นแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 บ้านบรรทมสินธุ์จึงได้มีการเปลี่ยนชื่อใหม่ กลายมาเป็นชื่อว่าบ้านสันติภาพ แต่หลังจากนั้นไม่นานก็มีการเปลี่ยนชื่อใหม่มาเป็นบ้านที่ษณุโลกจนถึงปัจจุบันนี้โดยมีการตั้งชื่อตามถนนหน้าหมู่บ้านหลังดังกล่าวนั้นเอง 

 

 

         สำหรับเรื่องราว อาถรรพ์ว่าบ้านหลังดังกล่าวมีอะไรเกิดขึ้นบ้างนั้นนายกรัฐมนตรีทุกคนที่ผ่านมาไม่เคยมีใครพูดถึงแต่ว่าประวัติการเข้าพักของนายกรัฐมนตรีอย่างเช่นสมัยของพลเอกเปรมติณสูลานนท์ก็เข้าพักบ้านหลังดังกล่าวเพียงแค่ 2 วันเท่านั้นก็ย้ายออกในขณะที่นายกรัฐมนตรีนายอนันต์ปัญญารชุนปฏิเสธที่จะเข้าพักบ้านหลังดังกล่าวและยังมีนายกชวนหลีกภัยซึ่งสามารถเข้าพักบ้านหลังดังกล่าวได้นานกว่านายกรัฐมนตรีคนอื่นแต่ก็ไม่เคยขึ้นไปพักในห้องนอน ที่มีการ จัดเอาไว้ภายในบ้านหลังดังกล่าวเลยและไม่เคยมีนายกพูดถึงอาถรรพ์แต่ไม่ว่านายกคนไหนที่ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีของไทยก็ไม่มีใครที่จะเข้าไปอาศัยในบ้านหลังดังกล่าวอีกเลยคนสุดท้ายที่ได้พักบ้านหลังดังกล่าวนั้นก็คือนายกชวนหลีกภัยนั่นเอง

 

สนับสนุนโดย.  ufabet บาคาร่าออนไลน์

ตำนานบางแม่หม้าย

ตำนานบางแม่หม้าย

           ตำนานบางแม่หม้าย ที่จังหวัดสุพรรณบุรีจะมีหมู่บ้านแห่งหนึ่งชื่อว่าหมู่บ้านบางแม่หม้าย  ซึ่งในอดีตนั้นหมู่บ้านแห่งนี้เคยใช้ชื่อว่าหมู่บ้านท่าตลาดมาก่อนแต่เกิดเรื่องราวโศกนาฏกรรมเกิดขึ้นทำให้หมู่บ้านดังกล่าวถูกเปลี่ยนชื่อไปโดยมีตำนานเล่าถึงชื่อหมู่บ้านบางแม่หม้ายเอาไว้มากมายซึ่งในครั้งนี้นั้นจะมีการเล่าถึงตำนานที่มีคนพูดกันมากที่สุดของจังหวัดสุพรรณบุรี

       ตำนานเล่าว่าแต่เดิมนั้นหมู่บ้านบางแม่หม้ายมีการตั้งชื่อเอาไว้ว่าบ้านท่าตลาดซึ่งหมู่บ้านแห่งนี้นั้นมีลูกสาว 2 คนของมหาเศรษฐีที่มีฐานะร่ำรวยมากที่สุดในหมู่บ้านและเป็นลูกสาว 2 คนที่สวยมากๆทำให้มีคนเล่าลือถึงความสวยของหญิงสาวทั้งสองคนนี้  เสียงเล่าเรื่องนั้นรู้ไปถึงหูของชายหนุ่มรูปหล่อ 2 คนซึ่งเป็นสองพี่น้องโดยสองพี่น้องคนนี้เป็นเด็กกำพร้า แต่ด้วยความที่เป็นเด็กขยันหมั่นเพียรกันทั้งคู่ทำให้ถึงแม้จะไม่มีพ่อแม่คอยเลี้ยงดูแต่ก็สามารถร่ำรวยกลายเป็นเศรษฐีได้

        ทางด้านสองพี่น้องชายเมื่อได้รู้ข่าวว่ามีหญิงสาว 2 คนเป็นพี่น้องกันและยังสวยมากจึงได้มีการให้แม่สื่อไปช่วยสู่ขอซึ่งทางด้านพ่อของหญิงสาวที่เป็นมหาเศรษฐีก็เห็นว่าฝ่ายชายนั้นก็ร่ำรวยและเป็นคนขยันจึงได้ตกลงยกลูกสาวให้และตกลงจะจัดงานแต่งงานกันโดยแห่ขันหมากมาทางแม่น้ำ 

         บังเอิญว่าแม่น้ำสายดังกล่าวนั้นจะมีอยู่ช่วงหนึ่งซึ่งมีจระเข้ฝูงใหญ่อาศัยอยู่และจระเข้ผมนี้ก็มีนิสัยดุร้ายเป็นอย่างมาก  ตำนานบางแม่หม้าย  โดยวันแต่งงานของทั้งคู่นั้นเมื่อเจ้าบ่าวได้มีการนำเรือล่องมาจนถึงตรงบริเวณที่มีจระเข้บังเอิญว่าจังหวะนั้นเองฝนเกิดตกหนักและมีพายุพัดอย่างรุนแรงทำให้ลงพัดเรือคว่ำจระเข้จึงได้ข้าเจ้าบ่าวทั้งสองคนไปกินในที่สุดเจ้าบ่าวทั้งสองคนก็เสียชีวิต

         ทางด้านฝ่ายเจ้าสาวทั้งสองคนนั้นเมื่อรู้ข่าวว่าเจ้าบ่าวตายเพราะถูกจระเข้กินก็เสียใจเป็นอย่างมาก  พยายามเข้าติดตามหาร่างของชายคนรักจนในที่สุดก็พบเศษชิ้นส่วนของชายคนรักว่าถูกจระเข้กัดกินจนตายจริงหลังจากนั้นก็ได้นำชิ้นส่วนมาทำการฝังศพและได้สร้างวัดขึ้นมาเพื่อรำลึกถึงชายคนรักซึ่งวัดดังกล่าวนั้นก็คือวัดศพนั่นเอง

     และหมู่บ้านที่หญิงสาวทั้งสองคนอาศัยอยู่ก็ถูกเปลี่ยนชื่อจากหมู่บ้านท่าตลาดกลายมาเป็นหมู่บ้านบางแม่หม้ายจนถึงปัจจุบันนี้นั่นเองตามคำเล่าลือของชาวบ้านที่พูดถึงหญิงสาวทั้งสองคนที่ในที่สุดก็ไม่ได้แต่งงานและกลายเป็นแม่หม้ายในที่สุดนั่นเอง 

         อย่างไรก็ตามมีบางตำนานพูดว่าสาเหตุที่หมู่บ้านนี้กลายเป็นชื่อหมู่บ้านบางแม่หม้ายเล่นก็เพราะว่าในช่วงเกิดศึกสงครามนั้นผู้ชายทั้งหมดในหมู่บ้านแห่งนี้ถูกพาไปเป็นทหารและออกรบซึ่งในช่วงที่ออกรบนั้นผู้ชายที่ถูกเกณฑ์ไปเป็นทหารทั้งหมดถูกฆ่าตายในสนามรบทำให้หญิงสาวทุกคนในหมู่บ้านกลายเป็นแม่ม่ายจนทำให้หมู่บ้านนี้มีการเรียกชื่อว่าหมู่บ้านบางแม่หม้ายนั่นเอง 

 

สนับสนุนโดย.    ufabet ฝากเงิน ออโต้

ตำนานถ้ำพญานาค

ตำนานถ้ำพญานาค

ตำนานถ้ำพญานาค สำหรับความเชื่ออีกหนึ่งอย่าNaga-Caveงที่มีชาวบ้านในระแวกนั้นเขาได้เชื่อกันว่า พญานาคที่ได้อาศัยอยู่ในเกาะแห่งนี้มีเมืองใต้บาดารอยู่โดยเมืองใต้บาดารแห่งนี้เป็นเมืองที่มีความสวยสดงดงามมากๆและยังได้เป็นสถานที่พักพิงของเหล่าพญานาคทั้งหลาย

โดยมีพญานาคคอยเฝ้าปกปักรักษาอยู่ประมาณองค์หรือสององค์ด้วยกันและเมืองใต้น้ำหรือเมืองโบราณตรงนั้นเขามีชื่อเรียกว่า “ วังนาคิน “ นั่นเอง

ตำนานถ้ำพญานาค ซึ่ง“ วังนาคิน “ตรงนี้เราได้รวบรวมข้อมูลเอาไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้วทั้งเรื่องของตำนานและข้อพิสูจน์ข้อเท็จต่างๆหรือแม้แต่ทางด้านของความเชื่อกับทางวิทยาศาสตร์มันมีความแตกต่างกันยังไงแต่ตรงนี้เราขอแจงไปทีละอย่างไปเริ่มจากเรื่องของ “ตำนาน “ก่อนแล้วกัน

เพราะฉะนั้น ตำนาน ของเกาะคำชะโนดแห่งนี้ได้มีบันทึกข้อมูลเอาไว้ว่าในอดีตกาลที่ยาวไกลที่สถานที่แห่งนี้ได้มีพญานาคสองตัวอาศัยอยู่โดย พญานาคตัวแรกมีนามว่า “ สุทโธนาคราช “ ส่วนอีกตนหนึ่งมีนามว่า “ พระยาศรีสุวรรณนาค “ 

โดยพญานาคทั้งสองตนนี้ได้เป็นพญานาคที่เป็นเพื่อนสนิทกันมากอยู่ร่วมกินอยู่ร่วมอาศัยกันมาเป็นระยะเวลานานแต่ทั้งคู่ได้ขณะที่อยู่ด้วยกันเขาจะมีการตั้งกฎขึ้นมาอยู่หนึ่งอย่างเพื่อไม่ให้มีการเกิดการทะเลาะวิวาทกันและในกฎข้อนั้นก็คือทั้งคู่จะแบ่งเวลาหากินเป็นกลางวันกับกลางคืน

ซึ่งถ้าหากว่าใครได้เหยื่อมาหรือใครได้อาหารมาก็จะต้องน้ำเอามาแบ่งกับอีกฝ่ายให้แต่สุดท้ายทั้งคู่ก็เกิดการทะเลาะกันจนได้ถ้าเอาตามข้อมูลเขาได้ลงเอาไว้เนื่องจากว่าได้มีอยู่วันหนึ่ง “ สุทโธนาคราช “ เขาได้ไปออกล่าหาอาหารปรากฏว่าเขาจับช้างขึ้นมาได้หนึ่งตัวเขาเลยได้ทำการแบ่งช้างให้กับ “ พระยาศรีสุวรรณนาค “ แต่พอถึงเวลาที่“ พระยาศรีสุวรรณนาค “ ไปล่าอาหารมาปรากฏว่า“ พระยาศรีสุวรรณนาค “ เขาจับได้เพียงเม่นตัวเล็กๆที่มีหนาวแหลมคมมากๆ

เมื่อนำเอามาแบ่งอาหารกับ “ สุทโธนาคราช “ ปรากฏว่า “ สุทโธนาคราช “ ไม่พอใจเป็นอย่างมากแล้วมีความคิดเกิดขึ้นมาในหัวนั่นก็คือความเสียเปรียบและความเอารัดเอาเปรียบกันโดยตรงจุดนี้ทำให้ “ สุทโธนาคราช “ ไม่พอใจ “ พระยาศรีสุวรรณนาค “เป็นอย่างมากถึงขั้นที่ว่าทำสงครามและในการทะเลาะกันในครั้งนี้ได้มีระยะเวลานานกว่า7เดือนกันเลย

ดังนั้นในเวลาต่อมาหลังจากที่พญานาคสองตนนี้ได้ทะเลาะกันก็ได้เกิดเหตุวิปโยคมากมายทั้งที่เกิดขึ้นบนโลกและบนสวรรค์ไม่ว่าจะเป็นทั้งฟ้าร้องแผ่นดินไหวเกิดเหตุการณ์ธรรมชาติต่างๆมากมายจนถึงว่าพระอินทร์ที่อยู่บนสวรรค์ต้องลงมายังโลกมนุษย์และพยายามปรามพญานาคทั้งสองตนนี้เอาไว้

 

สนับสนุนโดย.  gclub casinoทดลองเล่น

ประวัติที่มาของรถAE86

ประวัติที่มาของรถAE86

ประวัติที่มาของรถAE86  นั้นเป็นรถที่มีความโด่งดังในอดีตจนมาถึงปัจจุบัน ซึ่งเป็นหนึ่งในรถสปอร์ตรุ่นหนึ่งของของ Toyota ที่มีความโด่งดังมาก ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับรุ่น Corolla นั้นที่่ผลิตมาในช่วงปี 1983-ประมาณปี1987 และรถรุ่นนี้นั้นได้มีการที่ถูกทำเป็นการ์ตูนอีกด้วย ซึ่งก็ได้รับความนิยมไปอีกยิ่งขึ้นเพราะผู้ที่ชื่นชอบนั้นไม่ได้มีแค่ผู้ที่ชื่นชอบรถเพียงเท่านั้นแต่มีพวกแฟนๆของการ์ตูนเรื่องนี้ที่ได้ชื่นชอบรถรุ่นนี้อีกด้วย

ซึ่งการ์ตูนเรื่องนี้นั้นมีชื่อว่า อินิเชียล ดี (Initial D)(ส่วนใหญ่นั้นได้รับความนิยมจากหนังสือการ์ตูนเป็นส่วนใหญ่) และรถรุ่นAE86นั้นได้ทำการผลิตมา2รุ่น ซึ่ง2รุ่นนี้ได้มีชื่อว่า Toyota corolla Levin และอีกรุ่นหนึ่งนั้นได้มีชื่อว่า Toyota Sprinter Trueno ซึ่ง2รุ่นนี้นั้นได้มีความแตกต่างกันก็คือ Trueno นั้นได้มีไฟแบบ ป็อบอัพ และส่วนใหญ่ที่ทำการพูดถึง AE86 นั้น

ประวัติที่มาของรถ AE86 ในปัจจุบันจะพูดถึงรุ่นที่มีไฟแบบเป็น ป็อบอัพเป็นส่วนใหญ่เพราะเป็นรุ่นได้รับความนิยมมากที่สุด และชื่อของAE86นั้น เป็นชื่อรุ่นของรหัสที่ใช้เรียกในของการพัฒนาในรุ่นนั้นๆ โดยที่ตัว A นั้นคือรุ่นของเครื่องยนต์ ตัวEนั้นเป็นรุ่นที่ใช้แทนรหัสของรุ่นตัวโครงรถที่มีลักษณะคล้ายกับรุ่นของ Corolla 8นั้นเป็นรุ่นที่มีความคล้ายกับส่วนของรุ่นของ Toyota Corolla นั่นเอง

และเลข 6 นั้นก็คือเป็นเลข Serial number ของรุ่นที่ออก ก็คือเป็นรุ่นที่ 6 และรถ AE86 นี้สามารถทำเป็นรถแข่งได้เพราะว่า รถรุ่นนี้นั้นถูกออกแบบมาเป็นรถคือขับเคลื่อนล้อหลังขนาดเล็ก และมีความสูงและความกว้างเหมาะสำหรับการแข่งขันเป็นอย่างมาก ได้มีน้ำหนักเพียง 1,000 กิโล และมีราคาที่ไม่แพงสามารถปรับแต่งได้เป็นจำนวนมาก

ซึ่งยังมีเฟืองท้ายที่ทำมาเฉพาะอีกด้วย นอกจากนี้ยังมีรถที่เป็นฝาแฝดแต่มีความต่างกันเป็นอย่างมากก็คือ AE85 โดยมีลักษณะที่คล้ายกันเป็นอย่างมาก ซึ่งมีลักษณะที่คล้ายกันทุกรุ่นเช่นไฟแบบ pop up หรือแบบแบนธรรมดาหรือขนาดตัวถัง แต่ตัว ae85 นั้นทำออกมาเพื่อความประหยัดโดยแท้จึงเป็นเครื่องยนต์ที่ไม่มีความแรงหรือมีความประหยัด

โดยสูง มีแรงมาที่ต่ำก็คืออยู่ที่ 84 แรงม้า ใช้ดิสก์เบรคหน้าในการหยุดรถ และรุ่นเดียวกันกับ Toyota Corolla ซึ่งเป็นรถที่มีการใช้งานสูงและขายดีมากในตลาด ซึ่ง Toyota Corolla นั้นเป็นที่ว่ากันว่ามีเครื่องยนต์ที่แข็งแรงและมีความทนทานสูงเป็นอย่างมาก

 

สนับสนุนโดย.  ufabetฝ่ายบริการ

ตำนานTitanoboa

ตำนานTitanoboa

ตำนานTitanoboa ซึ่งเราต้องบอกก่อนเลยว่าคนส่วนใหญ่ในปัจจุบันพวกเรามักจะคิดว่ามนุษย์เป็นสัตว์ที่ภูมิปัญญาแล้วครอบครองโลกได้แต่เพียงผู้เดียวแต่จริงๆแล้วมันไม่ใช่เพราะว่าในอดีตหลายล้านปีก่อนบนโลกของเราเต็มไปด้วยสัตว์ที่มีขนาดยักษ์สุดที่จะจินตนาการได้ปหมดเลยและพวกมันก็ได้ครอบครองโลกใบนี้มาก่อนหน้าเรามาแล้วหลายล้านปี

โดยหลักฐานที่จะยืนยันว่าพวกมมันเคยมีชีวิตแล้วก็ปกครองโลกใบนี้อยู่ก่อนเรานั่นก็คือซากฟอสซิลที่ได้หลงเหลือเอาไวให้เราได้ศึกษากันในปัจจุบันนี้นั่นเองถึงแม้ว่าในปัจจุบันนี้เราอาจจะรู้จักกับสัตว์ดึกดำบรรพ์หลายชนิดแล้วก็ตามแต่มันก็ยังเป็นไปได้ที่ยังมีบางชนิดที่ร่างกายของมันได้ถูกย่อสลายจนไม่เหลือซากฟอสซิลหลงเหลือเอาไว้ให้เราศึกษาหรือว่าบางชนิดเราก็ยังไม่ค้นพบซากฟอสซิลของมัน

นอกจากนี้ที่หนักไปกว่านั้นพวกมันอาจจะซ่อนตัวอยู่ที่ไหนสักแห่งก็เป็นได้วันนี้เราจะพาไปทำความรู้จักกับTitanoboaโดยเจ้าTitanoboaมนุษย์เราพึ่งจะรู้จักเมื่อไม่นานมานี้จากการที่นักวิทยาศาสตร์ได้ไปค้นพบฟอสซิลที่เป็นลักษณะคล้ายกับกระดูกสันหลังของงูที่มีขนาดใหญ่

เมื่อปีพ.ศ.2547ที่ผ่านมานี้เองและจุดที่ค้นพบก็จะอยู่ในเหมืองถ่านหินที่ประเทศโคโลเนียและซากฟอสซิลชิ้นนี้ก็ได้ถูกส่งไปยังสถาบันมินิโซ เรียนในปานามาก่อนที่จะถูกส่งต่อไปที่พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ธรรมชาติรัฐฟลอริดาที่สหรัฐอเมริกานั่นเอง

โดยหลังจากที่ทีมนักวิจัยเขาได้ทำความสะอาดและได้ทำการศึกษาวิจัยซากฟอสซิลอย่างละเอียดกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ก็ได้พบว่าซากฟอสซิลชิ้นนี้เป็นของงุที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่มนุษย์เคยรู้จักกันมา

ซึ่งจากบรรดางูที่ยังมีชีวิตอยู่ในปัจจุบันนี้งูหลามจะเป็นงูที่มีขนาดยาวที่สุดในโลกโดยได้มีสถิติยาวที่สุด10เมตรด้วยกันส่วนงูอนาคอนด้าเขียวนี้ถือว่าเป็นงูที่มีน้ำหนักมากที่สุดในโลกสถิติหนักสุดอยู่ที่ประมาณ250กิโลกรัมแต่ทว่าซากฟอสซิลกระดูกสันหลังที่ค้นพบชิ้นนี้ระบุว่างูตัวนี้มีความยาว12.8เมตรและยังมีน้ำหนักถึง1,135กิโลกรัมเลยทีเดียวจากขนาดมโหราฬนี่แหละจึงเป็นที่มาของชื่อมันนั่นก็คือTitanoboa

ดังนั้นแล้วหากจะให้แปลลงตัวก็จะหมายความว่างูหลามยักษ์นั่นเองจากข้อมูลที่นักวิทยาศาสตร์นักศึกษาเจ้าTitanoboaถือว่าเป็นนักล่าแห่งยุคดำดำบรรพ์ที่มีความน่ากลัวเอามากๆเลยเพราะว่าลำตัวของมันนักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ว่ามันน่าจะยาวได้ถึง15เมตรเลยทีเดียวและน้ำหนักของมันอาจจะหนักได้ถึง1,500กิโลกรัมเลยทีเดียว

 

 

สนับสนุนโดย.    ufabet เว็บแม่