หากพูดถึงประเทศเขมรแล้วเราก็เรารู้จักกันดีในนามปัจจุบันว่าเป็นประเทศกัมพูชาซึ่งประเทศเขมรนั้นมีอายุเก่าแก่มาแล้วหลายพันปีซึ่งเราจะเห็นได้จากซากอารยธรรมของชาวเมืองเขมรนั้นมักจะมีส่วนเกี่ยวพันกับพญานาคไม่ว่าจะเป็นเกี่ยวกับเรื่องของศาสนาขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมต่างๆโดยชาวเขมรต่างเชื่อกันว่าบรรพบุรุษของพวกเขานั้นคือมนุษย์และพญานาคที่ในอดีตนั้น

เคยพบรักกันและก่อกำเนิดให้มาเป็นลูกหลานชาวเขมรจนถึงปัจจุบันนั่นเองซึ่งเราจะเห็นได้ว่าโบราณสถานต่างๆของประเทศเขมรนั้นมักจะมีการปั้นรูปปั้นพญานาคเอาไว้ด้วยซึ่งประเทศเขมรนั้นมีความเป็นมาและมีชื่อเสียงโด่งดังเกี่ยวกับเรื่องของการใช้คาถาอาคมอย่างไรก็ตามมีตำนานเล่าถึงเชื้อสายบรรพบุรุษของประเทศเขมรว่าในอดีตกาลนั้นกษัตริย์องค์หนึ่ง

ซึ่งพระองค์นั้นมีรูปอยู่ด้วยกันทั้งหมด 4 คนด้วยกันโดยลูกชายคนโตนั้นชื่อว่าทองต่อมาลูกชายคนโตที่ชื่อว่าทองนั้นเกิดการทะเลาะกับพ่อของตนเองเนื่องจากว่าผิดใจกันและเข้าใจผิดเกี่ยวกับเรื่องของการสืบต่อของพระราชบัลลังก์จึงทำให้พระโอรสองค์โตนั้นเกิดความเสียใจและหนีออกจากเมืองโดยล่องเรือไปตามแม่น้ำจนไปเจอก็เกาะแห้งหนึ่ง

ซึ่งที่นั่นมีพระธิดาของพญานาคตนหนึ่งอาศัยอยู่ ซึ่งพระธิดาของพญานาคนั้นและอาศัยอยู่ใต้บาดาลและวันที่พระโอรสทองเดินทางไปถึงที่เกาะแห่งนั้นก็เป็นวันที่พระธิดาพญานาคเกิดอาการร้อนลุ่มจึงได้ทูลขอเสด็จพ่อขึ้นมาเล่นน้ำบนโลกมนุษย์โดยมาพร้อมกับเหล่าบริวารทั้งหลายที่เป็นพญานาคเหมือนกัน

ซึ่งพระธิดาพญานาคนั้นมีชื่อว่านันทวดีเมื่อนางขึ้นมาเล่นน้ำก็มีการเล่นน้ำมาเรื่อยๆจนมาถึงที่เกาะที่พระทองอาศัยอยู่ และเมื่อพระทองและนันทวดีได้เจอหน้ากันก็ต่างตกหลุมรักกันและกัน ทั้งคู่ตัดสินใจที่จะใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันแต่ว่านางนันทวดีนั้นขออนุญาตพระทองลงไปยังโลกบาดาลเพื่อไปขออนุญาตพ่อของนางก่อนและนางได้มีการเตรียมหมากพลูไว้ให้พระทองแทนคำมั่นสัญญา ซึ่งเมื่อพ่อของพระนางนันทวดีรู้เรื่องรู้สึกปิติยินดีมากจึงได้สั่งให้พระนางจันทวดีนั้นพาพระทองลงมายังเมืองบาดาลเพื่อที่จะได้จัดงานกันที่เมืองใต้บาดาลนั่นเอง

แต่เนื่องจากพระทองนั้นเป็นเพียงมนุษย์จึงไม่มีอิทธิฤทธิ์ที่จะสามารถลงไปอยู่ใต้เมืองบาดาลได้ทำให้นางนันทวดีนั้นช่วยเหลือพระทองด้วยการให้พระทองจากที่สบายของตนเองและพาไปยังเมืองใต้บาดาล โดยมีข้อแม้ว่าพระทองห้ามปล่อยมือจากสไบของพระนางอย่างเด็ดขาดเพราะหากปล่อยสไบให้หลุดมือก็จะทำให้พระทองนั้นจมน้ำเสียชีวิตได้

และเมื่อพระทองไปถึงที่เมืองบาดาลพญานาคราชเกิดพอใจจึงให้ทหารพญานาคขึ้นมายังโลกมนุษย์และมาสูบน้ำในบ่อน้ำให้แห้งจนบ่อน้ำแห่งนั้นแห้งสนิทกลายเป็นผืนแผ่นดินซึ่งต่อมามีชื่อว่า โคกธโลก และหลังจากนั้นพญานาคราชก็ได้มีการเนรมิตเมืองขึ้นมาเป็นเมืองที่ใหญ่โตและสวยงามเป็นอย่างมาก

ซึ่งมีชื่อเรียกว่ากงกัมพูชาธิบดีเพื่อเป็นของขวัญแต่งงานให้กับบุตรสาวของตนเองและพระทองและยังทรงพญานาค 2 ตนขึ้นมาคอยปกปักรักษาเมืองกัมพูชานับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาให้ชาวเมืองกัมพูชาอยู่ร่มเย็นเป็นสุขนั่นเอง

 

สนับสนุนโดย   gclub

สำหรับเรื่องของผีสาวชุดดำที่มักจะเจอกันตรงบริเวณหน้าวัดเสมียนนารีนั้นเป็นเรื่องเล่าที่โด่งดังอย่างมากซึ่งเรื่องราวนั้นว่ากันว่าผีของหญิงสาวชุดดำนั้นมีอยู่ 2 คนโดยบางตำนานบอกว่าหญิงสาวทั้งสองคนนั้นเสียชีวิตจากการถูกรถไฟทับตายซึ่งสาเหตุที่ทั้งคู่ถูกรถไฟทับตายนั้นบ้างก็บอกว่าหญิงสาวทั้งสองคนนั้นเป็นหญิงสาวที่ไปเที่ยวกลางคืนแถวรัชดาหลังจากนั้นก็ได้เดินทางกลับมาตรงบริเวณวัดเสมียนนารี

ซึ่งตรงบริเวณนั้นมีรางรถไฟอยู่และทั้งสองคนก็ประสบอุบัติเหตุถูกรถไฟทับจนเสียชีวิตร่างกายขาดออกเป็น 2 ท่อนอีกบางตำนานก็บอกว่าหญิงสาวทั้งสองคนนั้นขี่รถมอเตอร์ไซค์เพื่อจะเดินทางมาที่วัดเสมียนนารีเนื่องจากว่าครอบครัวนั้นมีงานศพอยู่ที่วัดแต่ระหว่างทางที่มาถึงตรงทางรถไฟเกิดอุบัติเหตุรถไฟชนจนทั้งสองคนนั้นเสียชีวิตถูกรถไฟทับขาดเป็นสองท่อนเช่นเดียวกัน

และนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาก็มีผู้คนต่างก็พากันเห็นวิญญาณของหญิงสาวทั้งสองคนมักจะมายืนโบกรถแถวบริเวณหน้าวัดเสมียนนารีอยู่เป็นประจำหรือบางคนก็บอกว่าเขานั้นเคยไปเที่ยวแถวรัชดาและระหว่างทางกลับก็เห็นหญิงสาวสองคนยืนโบกรถอยู่ข้างทางและเมื่อจอดรับหญิงสาวทั้งสองคนก็บอกให้มาส่งที่หน้าวัดเสมียนนารีและเมื่อเขาขับรถมาถึงตรงบริเวณหน้าวัดเสมียนนารีอยากจะสอบถามว่าจะให้ไปเส้นทางไหนต่อปรากฏว่าหญิงสาวทั้งสองคนนั้นไม่ได้อยู่ในรถแล้ว

แต่เมื่อมองไปทางรถไฟปรากฏว่าเห็นร่างของหญิงสาวทั้งสองคนนอนอยู่ตรงบริเวณรางรถไฟที่ร่างกายมีแค่ครึ่งท่อนเท่านั้นอีกทั้งยังได้ยินเสียงโหยหวนร้องขอความช่วยเหลืออย่างเจ็บปวดอีกด้วยซึ่งเหตุการณ์ที่มีผู้คนพบวิญญาณของหญิงสาวที่หน้าวัดเสมียนนารีนั้นไม่ได้เกิดขึ้นแค่ครั้งเดียวเท่านั้นยังมีหลายเหตุการณ์ที่ผู้คนต่างก็เล่าลือกัน

ซึ่งส่วนใหญ่ที่พบนั้นก็จะเป็นคนขับรถแท็กซี่ที่มักจะพบหญิงสาวมายืนรอโบกรถที่หน้าวัดเสมียนนารี และอีกเรื่องเล่าหนึ่งมีแท็กซี่บอกว่าเคยรักหญิงสาวมาจากแถวรัชดาเช่นเดียวกันและบอกให้มาส่งที่วัดเสมียนนารีซึ่งแท็กซี่เคยได้ยินชื่อเสียงของผีสาวที่วัดเสมียนนารีมาบ้างจึงรับหญิงสาวมาส่งแค่บริเวณหน้าวัดเท่านั้นและหญิงสาวที่ขึ้นรถมากลับบอกให้ไปส่งภายในวัดเมื่อแท็กซี่ไม่ยอมหญิงสาวก็ไม่ยอมลงจากรถแท็กซี่จนในที่สุดแท็กซี่ก็ขับรถเข้าไปในวัด

และไปจอดตรงบริเวณที่มีแสงไฟซึ่งตรงบริเวณนั้นมีพระประธานอยู่และเมื่อจอดแท็กซี่เสร็จหญิงสาวทั้งสองคนก็ลงจากรถไปตอนไหนซึ่งแท็กซี่ไม่ได้ยินเสียงปิดประตูรถเลยและมาอยู่ด้านข้างพร้อมทั้งบอกให้แท็กซี่รอแท็กซี่กลัวมากจึงได้บอกว่าไม่ยอมเก็บค่ารถและขับรถออกไปแต่หญิงสาวทั้งคู่ก็ยังตามมายืนอยู่ข้างรถทำให้แท็กซี่

รู้ได้ทันทีว่าหญิงสาวที่เขาเห็นนั้นคือผีสาวที่เขาเล่าลือกันว่ามีผีผู้หญิง 2 คนที่วัดเสมียนนารีนั่นเองเมื่อแท็กซี่รีบขับรถออกมานอกวัดผ่านมาตรงบริเวณแถวรางรถไฟที่เคยมีข่าวลือว่ามีหญิงเสียชีวิต 2 คนแท็กซี่ก็เห็นว่าหญิงสาวทั้งสองคนนั้นกำลังยืนอยู่บนรางรถไฟทั้งคู่นั่นเอง

 

ขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนโดย   UFABET168

สำหรับใครที่เคยไปเที่ยวจังหวัดสงขลาจะรู้กันดีว่าที่ต่อสงขลานั้นมีเกาะที่มีชื่อว่าเกาะหนูเกาะแมวอยู่ด้วยซึ่งเกาะทั้งสองก่อนนั้นอยู่ใกล้ๆกันซึ่งมีตำนานต่างชาวจังหวัดสงขลาได้มีการพูดถึงต้นกำเนิดของเกาะหนูเกาะแมวเอาไว้ว่าในสมัยโบราณนั้นมีพ่อค้าคนหนึ่งเดินทางมาจากเมืองจีนนำสินค้าจากเมืองจีนมาขายที่เมืองไทยโดยขึ้นฝั่งขายสินค้าที่จังหวัดสงขลานั่นเอง

ซึ่งพ่อค้าคนนี้เดินทางค้าขายระหว่างประเทศไทยกับประเทศจีนมานานแล้วอยู่มาวันหนึ่งพ่อค้าก็นำสินค้ามาขายที่เกาะสงขลาเหมือนเดิมแต่ในครั้งนี้บังเอิญว่าสินค้าที่นำมาขายนั้นหมดเร็วพ่อค้าจึงได้แวะชมสินค้าของประเทศไทยดูว่ามีสินค้าอะไรบ้างเพื่อจะได้ซื้อไปเป็นของฝากให้กับคนที่ประเทศจีนเมื่อเดินดูของไปเรื่อยๆพ่อค้าก็เห็นว่ามีร้านขายของซึ่งเป็นร้านขายสัตว์เลี้ยงโดยในนั้นมีการขายสุนัขกับแมวพ่อค้ารู้สึกสนใจมากจึงซื้อทั้งสุนัขและแมวหวังว่าจะเอากลับไปเลี้ยงที่เมืองจีนด้วยกันหลังจากนั้นก็พาสุนัขและแมวที่ซื้อขึ้นเรือเพื่อที่จะเดินทางกลับประเทศจีน

ซึ่งการเดินทางระหว่างประเทศไทยกับประเทศจีนนั้นค่อนข้างจะใช้ระยะเวลานานหลายเดือนหนูกับแมวที่อยู่บนเรือก็รู้สึกเบื่อหน่ายเพราะไม่ได้ไปไหนเลยมองไปทางไหนก็เห็นแต่ท้องทะเลพวกมันจึงได้มีการพูดคุยกันว่าอยากจะกลับไปอยู่ที่เดิมโดยหมาบอกว่ามันเคยได้ยินลูกเรือคุยกันว่าพ่อค้านี้มีแก้ววิเศษอยู่ลูกหนึ่ง

ซึ่งถ้าหากใครก็ตามที่จะเอาไว้ได้แก้ววิเศษนั้นจะทำให้ไม่ตรงและพวกมันก็จะสามารถลอยคอกลับไปยังฝั่งได้ดังนั้นพวกมันจึงตัดสินใจกันว่าจะขโมยเข้าพิเศษของพ่อค้าคนดังกล่าวซึ่งแมวได้ออกอุบายว่ามันจะให้หนูเป็นคนเข้าไปขโมยดังจากนั้นเจ้าแมวจึงไปพูดคุยกับหนูให้เป็นคนขโมยลูกแก้ววิเศษนั้นมาโดยรับปากว่าจะพาหนูขึ้นไปบนฝั่งที่เมืองสงขลาด้วยหลังจากหนูสามารถขโมยแก้ววิเศษมาจากพ่อค้าได้มันก็อมแก้ววิเศษเอาไว้ในป่าแล้ว

ก็พาทั้งหมาและแมวว่ายน้ำเตรียมจะขึ้นฝั่งซึ่งระหว่างที่มีการว่ายน้ำอยู่นั้นสัตว์แต่ละตัวก็คิดแตกต่างกันออกไปซึ่งหนูนั้นคิดว่าถ้าหากมันขึ้นฝั่งได้แล้วแมวต้องไม่เก็บมันไว้แน่แมวจะต้องฆ่ามันและต้องขโมยลูกแก้ววิเศษไปอย่างแน่นอนซึ่งแมวนั้นก็คิดว่าลูกแก้วนั้นมีความพิเศษมากสมควรที่ต้องให้มันเป็นเจ้าของดังนั้นมันจึงคิดจะจัดการต้องหนูแต่เจ้าหมานั้น

ไม่ได้คิดอะไรเลยเพราะมันต้องการที่จะกลับไปถึงฝั่งให้เร็วที่สุดเพียงเท่านั้นระหว่างที่มีการไหว้ลอยคอเพื่อจะไปให้ถึงฝั่งให้ได้นั้นก็หนูหันกลับไปเห็นสายตาของแมวและลักษณะของแมวนั้นก็พยายามที่จะว่ายน้ำเข้ามาใกล้มันจึงทำให้มันกลัวเจ้าหนูจึงพยายามว่ายน้ำหนีแล้วระหว่างนั้นมันเกิดอ่ะปากทำให้ลูกแก้ววิเศษตกลงไปในน้ำ

เมื่อไม่มีลูกแก้ววิเศษแล้วเจ้าหนูกับเจ้าแมวก็พากันจมน้ำเมื่อมันตายซากของพวกมันนั้นก็กลายเป็นเกาะโดยมีการตั้งชื่อเกาะดังกล่าวว่าเกาะหนูเกาะแมวซึ่งเกาะแห่งนี้จะอยู่ในเขตพื้นที่บริเวณจังหวัดสงขลาส่วนม้านั้นมันพยายามตะเกียกตะกาย มาถึงฝั่งฉันได้แต่ด้วยความเหนื่อยมากในที่สุดมันก็สิ้นใจตายตรงบริเวณริมฝั่งนั้นเอง

เมื่อมันตายแล้วร่างกายของมันก็แข็งเป็นหินทำให้ชาวบ้านเรียกตรงบริเวณนั้นว่าเขาตังกวนส่วนลูกแก้ววิเศษที่จมน้ำไปก็ถูกน้ำทะเลซัดกระจัดกระจายแตกเป็นผุยผงกลายเป็นเม็ดทรายถูกน้ำซัดขึ้นมาบนชายหาดซึ่งบริเวณชายหาดนั้นชาวบ้านต่างก็เรียกกันว่าหาดทรายแก้วนั่นเอง

 

ได้รับการสนับสนุนโดย     ีดฟิำะ

       คำว่าลูกทรพีนั้นเป็นคำที่ต่อว่ารูปที่คิดไม่ดีกับพ่อกับแม่อกตัญญูกับพ่อกับแม่ซึ่งคนส่วนใหญ่นั้นจะไม่นิยมเรียกขานกันด้วยคำว่าลูกทรพีเพราะเป็นคำพูดที่เป็นคำด่ารุนแรงอย่างไรก็ตามคำว่าลูกทรพีนั้นก็มีตำนานเล่าขานกันมาเช่นเดียวกันถึงเหตุผลที่มีคำว่าลูกทรพีเกิดขึ้นซึ่งในวันนี้เราจะมาเล่าเรื่องราวตำนานของการเกิดคำว่าลูกทรพีนั้นเกิดขึ้นมาได้อย่างไรซึ่งตำนานนี้เป็นตำนานที่เกิดขึ้นในจังหวัดลพบุรี

โดยมีการเล่าถึงตำนานของลูกทรพีว่าในอดีตกาลนั้นที่บริเวณป่าซึ่งอยู่บริเวณด้านหน้าของเขาวงพระจันทร์ในจังหวัดลพบุรีเป็นป่ารกทึบซึ่งป่าแห่งนี้จะมีหญ้าเอาไว้ให้ควายมาเล่นกินอยู่เป็นประจำซึ่งไม่ว่าอย่าควายตัวไหนมากินหญ้าก็จะมียาให้กินอย่างสม่ำเสมอแต่ที่บริเวณป่าแห่งนี้มีควายตัวผู้อยู่ตัวนึงซึ่งเป็นควายที่มีรูปร่างใหญ่โตแข็งแรงชื่อว่าทรพา

ซึ่งควายทรพานั้นอาศัยกินหญ้าอยู่บริเวณหน้าเขาวงพระจันทร์นี้มาเป็นระยะเวลานานหลายปีและหากควายตัวไหนจะมากินหญ้าที่บริเวณแห่งนี้นั้นจะมากินได้เฉพาะควายตัวเมียเท่านั้นหากควายตัวผู้หรือเดินเข้ามากินหญ้าในบริเวณพื้นที่แห่งนี้ก็จะถูกควายทรพานั้นฆ่าตายโดยควายเท่านั้นได้รับการทำนายทายทักเอาไว้ว่าเขาจะตายเพราะลูกที่เกิดจากเขาเอง

ซึ่งนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาไม่ว่าควายตัวเมียตัวไหนตั้งท้องแล้วเกิดเป็นทารกผู้ชายก็จะถูกควายทรพานั้นคุยกันตายจึงทำให้บริเวณแห่งนี้ไม่มีควายโทรพูดเลยอยู่มาวันหนึ่งมีควายตัวเมียตัวหนึ่งท้องแก่นางได้แอบไปคลอดลูกในถ้ำเพราะเกรงว่าลูกที่เกิดมานั้นจะเป็นตัวผู้ซึ่งก็เป็นเรื่องจริงเมื่อลูกควายที่เกิดใหม่นั้นกลายมาเป็นควายตัวผู้นางได้ตั้งชื่อควายของนางว่าทรพีและนางก็ขังลูกควายของนางไว้

แต่ในถ้ำสั่งห้ามไม่ให้ลูกควายออกนอกค่ำโดยบอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับพ่อของทรพีว่าชื่อทรพาและพ่อทรพานั้นไม่ชอบควายที่เป็นตัวผู้และนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาควายทรพีก็อาศัยอยู่แต่ในถ้ำโดยมีแม่คอยหาอาหารมาให้กินจนเมื่อเติบใหญ่ก็ยังคงอยู่ในถ้ำอยู่มาวันหนึ่งควายเท่านั้นเดินทางไปที่อื่นทำให้ควายทรพีนั้นมีโอกาสได้ออกมาสูดอากาศบริสุทธิ์ด้านนอกของถ้ำและนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาได้เท่านั้น

ก็จะเดินตามรอยเท้าของพ่อเพื่อวัดว่ารอยเท้าของตนเองนั้นใหญ่เท่ากับรอยเท้าของพ่อแล้วหรือยังจนในที่สุดเมื่อวัดรอยเท้าว่ามีขนาดใหญ่เท่ากันแล้วควายทรพีจึงได้บุกเข้าไปหาควายทรพาซึ่งปัจจุบันก็มีอายุแก่มากแล้วเพื่อทำการขอต่อสู้กันในที่สุดควายทรพีก็สามารถเอาชนะควายทรพาได้โดยขวิดควายทรพาจนถึงแก่ความตายและนับแต่นั้นเป็นต้นมาทำให้เป็นจุดกำเนิดเริ่มต้นของคนที่ทำไม่ดีกับพ่อกับแม่หรือต่อสู้กับพ่อกับแม่ถูกเรียกว่าลูกทรพีนั่นเอง

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  UFABET เว็บหลัก

สำหรับ เรื่องราวของผีกุ๊กกู๋นั้นเป็นผีที่คนไทยนั้นอาจจะคุ้นเคยและเคยได้ยินชื่อกันมาก่อนแต่ก็ไม่เคยมีใครรู้เลยว่าผีกุ๊กกู๋นั้นคือผีอะไรและเป็นผีที่มาจากถิ่นฐานไหน สำหรับเรื่องราวของตำนานผีกุ๊กกู๋นั้นเกิดขึ้นที่ประเทศลาวเป็นเรื่องราวที่ชาวบ้านกลุ่มหนึ่งที่อาศัยอยู่ในป่ามีถิ่นฐานอยู่ริมแม่น้ำลำคลองอยู่ในพื้นที่นำพระได้เปิดเผยเรื่องราวนี้ให้คนรุ่นหลังได้ฟัง

 

สำหรับเรื่องราวของผี กุ๊กกู๋ นี้ชาวบ้านชาวนำพระมีการเล่าขานว่าผีกุ๊กกู๋นี้จะมีลักษณะเหมือนเด็กตัวเล็กๆ ซึ่งบางคนก็บอกว่าผีกุ๊กกู๋นั้นรูปร่างคล้ายลิงมองดูแล้วมันไม่ค่อยน่ากลัวเท่าไหร่แต่เมื่อไหร่ก็ตามถ้ามันกระโดดใส่คุณมันก็จะกลายเป็นผีที่ดุร้ายทันที เพราะมันจะกระโดดเข้ามาฆ่าคุณนั่นเองมีชาวบ้านกลุ่มหนึ่งเคยเล่าว่าช่วงสมัยที่ผีกุ๊กกู๋ออกอาละวาดใหม่ๆนั้นมีพระสงฆ์รูปหนึ่งได้มาปราบผีกุ๊กกู๋ไปแล้ว

โดยวิธีการปราบนั้นก็คือ พระสงฆ์จะนำสมุนไพรซึ่งไม่รู้ว่าเป็นสมุนไพรอะไรบ้างมาผสมคลุกกับข้าวแล้วนำไปปาใส่ผีกุ๊กกู หลังจากนั้นผีกูก็จะสิ้นฤทธิ์ตำนานเกี่ยวกับผีกูเล่าว่าเมื่อผีกูนั้นมันฆ่าใครหลังจากนั้นรูปร่างของมันก็จะเปลี่ยนไปเป็นเหมือนคนที่มันฆ่าหรือเป็นสิ่งชีวิตที่มันถ้านั่นเองดังนั้นทำให้แต่ละคนที่เคยเห็นผีกูนั้นจึงเห็นมีลักษณะแตกต่างกันออกไปไม่ซ้ำกัน

พี่กุ๊กกู๋จะมีเสียงร้องเป็นเอกลักษณ์โดยมันจะร้องคำว่ากุ๊กกุ๊กกู๋ถ้าหากว่าเราได้ยินเสียงนี้เมื่อไหร่นั่นแสดงว่าพี่กุ๊กกู๋นั้นอยู่ใกล้ๆกับคนนั้นเองโดยมีการเล่าว่าหากใครก็ตามที่ได้หลงเข้าไปในป่าซึ่งเป็นป่าที่เป็นแหล่งที่อยู่ของผีกุ๊กกู๋แล้วแล้วก็เราจะไม่รู้ตัวเลยว่าพี่กุ๊กกู๋นั้นอยู่ใกล้กับเราจนกว่ามันจะมาร้องกุ๊กๆกู๋ให้เราได้ยินและนั่นก็เป็นช่วงเวลาที่เรานั้นจะถูกมันฆ่าตายแล้วนั่นเอง

มีตำนานจากชาวบ้านที่เล่าขานเกี่ยวกับเรื่องของผีกุ๊กู๋ที่ออกอาละวาดว่ามีผู้ชายคนหนึ่งเขาออกหาปลาระหว่างนั้นเขาได้เจอกับผีกุ๊กกูซึ่งพยายามที่จะฆ่าเขาเขาจึงได้วิ่งหนีผีกุ๊กกู๋เข้าไปในวัดแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ใกล้กับตรงบริเวณแม่น้ำที่เขากำลังหาปลาอยู่แต่ปรากฏว่าพอรุ่งเช้าชาวบ้านก็มาพบร่างของชายคนดังกล่าวนั้นถูกฆ่าตายอยู่ภายในบริเวณวัด

ซึ่งร่างกายของเขานั้นถูกมัดทั่วทั้งตัวไม่ว่าจะทั้งลำตัวหรือแม้แต่คอเส้นเลือดในตัวนั้นแทบจะไม่สามารถเดินได้เลยทีเดียวซึ่งนั่นก็หมายความว่าชายคนดังกล่าวนั้นอาจจะถูกผีกุ๊กกู๋ฆ่าตายภายในบริเวณวัดก็ได้ซึ่งทำให้มีหลายคนเชื่อว่าผีกกุ๊กกู๋ นั้นไม่ได้กลัวอันตรายที่จะเกิดขึ้นภายในวัดพวกมันสามารถเข้าไปอยู่ในวัดได้นั่นเอง

 

 

สนับสนุนโดย  จีคลับ มือถือ

หลังจากที่กีฬาฟุตบอลโลกได้ถือกำเนิดขึ้นเมื่อร้อยกว่าปีที่แล้ว จากชาติฟุตบอลที่เรียกได้ว่าเป็นต้นตำรับของฟุตบอลจากประเทศอังกฤษ จนกีฬาชนิดนี้ได้รับความนิยมและถูกแพร่กระจายการเล่นกีฬาชนิดนี้ไปอย่างรวดเร็วและทุกมุมโลก จนได้รับการบรรจุเป็นกีฬาสากลที่คนทั่วโลกต้องเล่นกัน และมีกติกาเหมือนกันอย่างชัดเจน จนเมื่อปี พ.ศ.2445 หรือ ค.ศ.1902 นั้นได้มีบุคคลหนึ่งที่ชื่อว่า จูลส์ ริเมท ชาวบราซิล

ได้มีการเสนอแนะข้อคิดเห็นเกี่ยวกับการจัดการแข่งขันกีฬาชนิดนี้ให้เป็นกีฬาของคนทั้งโลก เนื่องด้วยเพราะกีฬานี้เป็นที่แพร่หลายในโลกแล้ว และมีคนชอบดูและชื่นชอบเป็นอย่างมาก จึงอยากที่จะจัดการแข่งขันที่เรียกว่า ฟุตบอลโลก ขึ้นมา ซึ่งหลังจากนั้นที่ความคิดนี้ได้ถูกเสนอขึ้นมา ก็มีบุคคลหลายฝ่ายช่วยกันทำให้ความคิดนี้เป็นจริง จนอีกยี่สิบแปดปีต่อมา การแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งแรก ก็ถือกำเนิดขึ้นในปี ค.ศ.1930

ซึ่งประเทศอุรุกวัย รับหน้าที่เป็นเจ้าภาพในการแข่งขัน โดยการแข่งขันครั้งแรกนั้นมีทีมที่ตอบรับเข้าร่วมการแข่งขันอยู่ทั้งหมด 13 ทีม และเจ้าภาพอย่างอุรุกวัย ก็สามารถที่จะคว้าแชมป์นี้ไปครองได้เป็นทีมแรกของการแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งแรก ซึ่งหลังจากที่การแข่งขันครั้งนี้เป็นที่ยอมรับและมีการตอบรับจากคนทั่วโลกและได้ความสนใจเป็นอย่างมาก

จึงทำให้มีการกำหนดว่า การแข่งขันฟุตบอลโลกนี้จะเกิดขึ้นในทุกๆ สี่ปี โดยที่การเป็นเจ้าภาพจะสลับหมุนเวียนกันไป และหลังจากนั้นอีกสี่ปีต่อมา เจ้าภาพครั้งที่สองคือประเทศอิตาลี ซึ่งในครั้งนี้ก็ยังเป็นอีกครั้งที่ทางเจ้าภาพสามารถคว้าแชมป์ไปครองได้อีก จนทำให้ทีมที่เข้าร่วมการแข่งขันต่างมีความเชื่อว่าการเป็นเจ้าภาพจะทำให้ได้เปรียบในการคว้าแชมป์ฟุตบอลโลก จึงทำให้การแข่งขันครั้งที่สามนี้ เริ่มมีประเทศที่ต้องการเป็นเจ้าภาพกันมากขึ้น ซึ่งครั้งที่สามนี้ประเทศที่ได้รับการรับเลือกเป็นประเทศฝรั่งเศส แต่ทุกอย่างไม่ได้เป็นอย่างที่ประเทศฝรั่งเศส คาดหวัง

เพราะทีมชาติอิตาลียังคงร้อนแรงและคว้าแชมป์สมัยที่สองไปได้ ซึ่งจากการแข่งขันครั้งนั้น ฟุตบอลโลกต้องหยุดชะงักไปเป็นเวลา 12 ปี จากเหตุการณ์สงครามโลกครั้งที่สอง ถึงจะกลับมาจัดการแข่งขันต่อได้อีกครั้ง โดยประเทศบราซิล รับหน้าที่เป็นเจ้าภาพ และประเทศบราซิลนี้เองก็เป็นประเทศแรกที่คว้าแชมป์ฟุตบอลโลกได้สามสมัย โดยได้ครั้งที่ 4, 5 และ 7 ซึ่งครั้งที่ 6 นั้น

เป็นเจ้าภาพประเทศอังกฤษที่ได้แชมป์คั่นกลางไป จากความสำเร็จที่มีมาอย่างต่อเนื่องนั้น ทำให้การแข่งขันฟุตบอลโลกกลายเป็นกีฬาที่ต้องเกิดขึ้นทุกๆสี่ปีที่คนทั้งโลกเฝ้ารอคอยแล้ว

 

 

สนับสนุนโดย   สมัคร gclub ไม่มีขั้นต่ำ

 

         คุณเคยสงสัยกันไหมว่าเวลาที่เราจะไปตัดผมนั้นคนส่วนใหญ่มักจะทักเราห้ามเรานั้นไปตัดผมในวันพุธโดยบอกกับเราว่าการตัดผมในวันพุธนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ดีจะเป็นสิ่งอัปมงคลกับชีวิตของเราเองซึ่งในสมัยโบราณนั้นผู้คนส่วนใหญ่จะไม่นิยมตัดผมกันในวันพุธเนื่องจากมีความเชื่อเรื่องของการตัดผมในวันพุธแล้วเป็นอัปมงคลนั่นเองแต่อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าจะมีความเชื่อกันอย่างยาวนานมาหลายร้อยปีแต่ในปัจจุบันนั้น

ค่านิยมในการไม่ตัดผมในวันพุธได้ถูกยกเลิกออกไปแล้วปัจจุบันเราจะเห็นได้ว่าร้านตัดผมส่วนใหญ่นั้นเปิดตัดผมในทุกๆวันรวมถึงวันพุธก็มีผู้คนเข้าไปที่ร้านทำผมพากันตัดผมโดยที่ไม่ได้เกรงกลัวเกี่ยวกับเรื่องของความเชื่อโบราณอีกต่อไปอย่างไรก็ตามวันนี้เราจะมาพูดถึงเรื่องของเหตุใดคนจึงมีความเชื่อกันว่าการตัดผมในวันพุธนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ดีและไม่ควรทำ

  มีประวัติเล่าความเป็นมาในสมัยโบราณอาการว่าในสมัยก่อนนั้นไม่ว่าจะเป็นพระเจ้าแผ่นดินหรือข้าราชการชั้นสูงขุนน้ำขุนนางทั้งหลายต่างก็จะพากันนิยมตัดผมในวันพุธดังนั้นในวันดังกล่าวนั้นช่างตัดผมจะถูกเกณฑ์เข้าไปรับใช้เจ้านายและพระมหากษัตริย์ในพระราชวังกันหมดทำให้บริเวณรอบนอกชาวบ้านจะไม่มีช่างตัดผมคอยบริการตัดผมให้ชาวบ้านในวันพุธนั่นเองโดยในสมัยโบราณจะมีการตั้งกฎเอาไว้อย่างชัดเจนเลยว่าช่างตัดผมจะต้องเดินทางเข้าวันทุกวันพุธเพื่อไปตัดผมให้กับพระเจ้า แผ่นดินรวมทั้งขุนนางต่างๆที่ต้องการตัดผมดังนั้นช่างตัดผมที่มีความสามารถและผมได้สวย

ก็จะถูกเรียกตัวเข้าวังทุกคนแล้วจะถูกเรียกตัวให้ไปตัดผมให้กับพระเจ้าแผ่นดินรวมถึงคุณนางเป็นประจำอยู่บ่อยครั้งดังนั้นภายนอกพระราชวังจึงไม่มีช่างตัดผมที่มีความเก่งและตัดผมสวยงามมากพอที่จะคอยทำผมให้กับประชาชนจึงทำให้ประชาชนนั้นไม่มีช่างตัดผมและนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาพวกเขาจึงไม่ตัดผมในวันพุธนั่นเอง

และด้วยความเชื่อเหล่านี้ได้มีการพูดต่อๆกันมากลายเป็นว่าการที่ใครไปตัดผมวันพุธนั้นจะเป็นการคิดว่าตนเองนั้นเทียบเป้ากับบุคคลชั้นสูงอย่างเช่นพระเจ้าแผ่นดินหรือขุนนางทั้งหลายซึ่งการที่คนสมัยโบราณคิดอย่างนี้เพราะว่ามีความนับถือพระเจ้าแผ่นดินและขุนนางโดยคิดว่าตนเองนั้นเป็นทาสผู้ต่ำต้อยไม่สมควรไปเทียบตนเสมอทำให้คนส่วนใหญ่นั้นจึงไม่ตัดผมในวันพุธและเลือกที่จะไปตัดผมในวันอื่นแทนนั้นเองต่อมาก็มีการแปลเจตนารมณ์ของการตัดผมวันพุธออกไปกลายเป็นว่าหากใครตัดผมวันพุธแล้วจะทำให้เกิดความซวยเป็นความไม่เป็นสิริมงคลทำให้นับแต่นั้นเป็นต้นมาหลายๆคน

จึงเลือกที่จะตัดผมวันพุธและเลือกไปตัดผมคนอื่นแทนแต่สำหรับในปัจจุบันนี้ความเชื่อด้านเหล่านี้นั้นได้ถูกเปลี่ยนไปเป็นความเชื่อสมัยใหม่ซึ่งคนส่วนใหญ่นั้นก็สามารถเลือกที่จะตัดผมได้ทุกวันโดยไม่ได้เน้นว่าจะตัดวันไหนหากสะดวกวันไหนก็มักจะเข้าร้านตัดผมกันโดยที่ไม่ยึดว่าจะไม่ตัดผมวันพุธนั่นเอง

 

 

สนับสนุนโดย  แทงบอลออนไลน์

          เป็นอีกหนึ่งตำนานที่มีการเล่าขานกันเกี่ยวกับเรื่องของความรักซึ่งถ้าหากใครเคยเดินทางผ่านเส้นที่จะไปจังหวัดชลบุรีแล้วก็เพิ่งจะเห็นภูเขาลูกหนึ่งซึ่งบริเวณภูเขานั้นจะมีหน้าผาและที่นี่มักจะมีผู้คนพากันไปกราบไหว้ขอพรกันอยู่เป็นประจำโดยนักท่องเที่ยวที่ไปขอพรส่วนใหญ่มักจะเน้นขอพรเกี่ยวกับเรื่องของความรักและเรื่องของการคลาดจากภยันอันตรายต่างๆอย่างไรก็ตาม

ก่อนที่เขาสามมุกจะถูกตั้งชื่อว่าเขาสามมุขนั้นไม่มีตำนานเล่าขานเกี่ยวกับเรื่องราวของความรักของหนุ่มสาวคู่หนึ่งที่ไม่สมหวังในความรักทำให้ในที่สุดแล้วพวกเขาก็ถูกความตายมาพรากจากกันและสถานที่ที่พวกเขาเสียชีวิตนั้นก็กลายมาเป็นชื่อเรื่องราวตำนานความรักในครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อช่วงสมัยตอนปลายของกรุงศรีอยุธยาว่ากันว่าที่บริเวณแห่งนี้มีหญิงสาวชาวบ้านคนหนึ่งที่ชื่อว่าสามมุกเธอเป็นคนที่มีฐานะยากจนและอยู่กับยาย

เนื่องจากพ่อแม่เสียชีวิตไปนานแล้วและมีชายหนุ่มคนหนึ่งที่ชื่อว่าแสนซึ่งบ้านของฝ่ายชายที่ชื่อว่าแสนนั้นเป็นบ้านของคนที่มีฐานะร่ำรวยพ่อของเขาเป็นกำนันที่ดูแลหมู่บ้านแห่งนี้แต่อย่างไรก็ตามพรหมลิขิตก็ทำให้คู่ได้มาเจอกันเมื่อแสนเล่นว่าวแล้วมาตกลงที่หน้าที่สามมุกกำลังนั่งอยู่ แต่คนทั้งคู่ได้เจอกันก็เกิดรู้สึกชอบพอกันและรักกันเรื่อยมาโดยมีการมาสาบานตนกันที่บริเวณหน้าผาว่าจะรักกันชั่วนิรันและหากใครผิดคำสาบานคนๆนั้นจะต้องมาตายตรงที่หน้าผาแห่งนี้อย่างไรก็ตามเรื่องราวความรักของคนสมัยก่อนนั้น

หากมีฐานะที่แตกต่างกันย่อมเป็นไปไม่ได้ที่จะอยู่ร่วมกันได้ดังนั้นเมื่อพ่อของแสนรู้เรื่องดังกล่าวขึ้นจึงได้มีการบังคับให้แสงแต่งงานกับผู้หญิงคนอื่นในวันแต่งงานของแสนนั้นเองสามมุขได้เรื่องว่าแสนนั้นได้หนีไปแต่งงานกับผู้หญิงคนอื่นเพื่อให้ เกิดความมั่นใจสามมุกจึงเดินทางไปที่งานแต่งงานของแสนและพบว่าแสงกำลังจัดงานแต่งงานจริงๆสามมุกจึงถอดแหวนที่แสนเคยให้คืนและเธอก็วิ่งหนีไปกระโดดหน้าผาตายส่วนตัวแสนนั้นก็วิ่งตามสามมุกออกมาและมากระโดดหน้าผาตายตามสามมุขไปทำให้พ่อของแสนนั้นเสียใจที่เป็นต้นเหตุทำให้แสนฆ่าตัวตาย

สิ่งไหนนำข้าวของเครื่องใช้มาวางและมีการตั้งศาลซึ่งปัจจุบันนั้นสารดังกล่าวชาวบ้านเรียกกันว่าศาลเจ้าแม่สามมุขเดินมักจะมีนักท่องเที่ยวและชาวบ้านมาขอพรไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความรักหรือเรื่องของการแล้วคลาดปลอดภัยเนื่องจากว่าชาวประมงส่วนใหญ่มักจะต้องเดินทางออกทางทะเลเกรงกลัวว่าจะมีคลื่นลมแรงแล้วทำให้เรืออับปางจึงมาขอพรที่ศาลเจ้าแม่สามมุขซึ่งทุกคนก็จะสมหวังตามที่ขอทำให้เรื่องราวตำนานความรักของเจ้าแม่สามมุกนั้นคงอยู่เรื่อยมาจนถึงปัจจุบันนี้

 

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  holiday palace สมัคร

เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อ 40-50 ปีที่แล้ว มีชายคนหนึ่งเด็กเข้าเรียนมหาวิทยาลัย ที่จังหวัดแพร่ ตอนนั้นชายหนุ่ม ยังอยู่ปีที่ 1 ตอนนั้นชายคนนั้นอยู่ในหอในกับเพื่อนๆตอนนั้นก็ไม่เกิดอะไรขึ้นแต่ การเกิดเหตุน่าจะประมาณปีที่ 2  ชายคนนั้นเริ่มออกไปหาเหล้ากิน และไปกับรุ่นพี่ของมหาวิทยาลัยแห่งนี้ มันก็ปกติดีไม่มีอะไรเกิดขึ้นชายหนุ่มคนนั้นกินเหล้าอย่างสำราญจนลืมเวลาพอเขาหันไปดูนาฬิกาก็เห็นว่านี่มัน 22:00 นแล้ว

หลังจากนั้นเขาก็รีบ กินเหล้าให้เสร็จเร็วๆก็กลับหอไวไว ตอนนั้นกำลังประมาณตอน  22:00 น.ตอนที่ชายหนุ่มกำลังขับรถกลับหอได้ไปเจอชายชราขายไอติม อยู่แถวๆหอของเขา ชายหนุ่มคนนั้นจึงจอดรถและถามว่า”ทำไมยังไม่กลับอีกหรอครับลุงมืดค่ำป่านนี้” (แล้วเขาก็คิดเล่นๆว่าสงสัยเมาจนกลับไม่ไหว )

เพราะลุงคนนี้ชอบไปกินเหล้ากับเพื่อนที่ขายของเหมือนกันแต่ลุงคนนั้นก็ไม่ได้ตอบได้แต่ยิ้มและช่วนผู้ชายคนนั้นให้มาคุยด้วยเพราะว่าลุงเหงามากไม่มีเพื่อนคุยเลยเพื่อนของเขาก็กลับไปแล้วเขากำลังจะกลับบ้านพอดีมาคุยเป็นเพื่อนเขาหน่อยได้ไหม แต่ชายหนุ่มคนนั้นปฏิเสธเพราะเขาทั้งง่วงเมาเขาง่วงมากจนเกือบจะหลับคารถ “เขาจึงตอบว่าไม่เอาอะครับลุงผมง่วงแล้วขอนอนก่อนพรุ่งนี้ผมยังต้องไปเรียนอีกไว้ค่อยมาคุยกันวันหลังนะครับ ”หลังจากนั้นผมก็ขี่รถเข้าหอของผมไปเขาหลับปุ๋ยยังสบายใจไม่ได้คิดอะไรมาก  พอตอนเช้าผมก็ลุกขึ้นอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าและเตรียมตัว

ที่จะไปเรียนคนนั้นเดินออกจากหอประมาณ22:00 น พอกำลังจะเดินผ่านสามแยกก็เห็นเจ้าหน้าที่และพระยืนอยู่ตรงทางสามแยกชายหนุ่มจึงเข้าไปถามว่าเกิดอะไรขึ้นหรอพี่ เจ้าหน้าที่ว่าตอบว่าตรงนี้เป็นที่ของลุงขายไอติมแกเมามากจนขับรถชนเสาไฟฟ้าตาย ตอนประมาณ  19. 00 นของเมื่อวานน่าสงสารแกมากแกยังมีลูกชายที่ยังเป็นเด็กอยู่เลยน่าสงสารพที่แกไม่ได้เห็นลูกชายเขาโต “ชายหนุ่มคนนั้นบอกว่าแต่ผมคุยกับแกตอนประมาณ22:00 นอยู่เลยแกจะมาตายได้อย่างไร”แต่เจ้าหน้าที่และพระก็ยังยืนยันว่า แกตายจริงๆ

จึงได้นิมนต์พระมาทำพิธี เชิญวิญญาณของแกให้ไปสู่สุคติ ชายหนุ่มคนนั้นกลัวมากเขากลัวจนเกือบช็อคตายในใจเขาก็คิดว่าตายได้อย่างไร ตอนนั้นยังคุยกันอยู่เลยทำไมถึงตายได้และยังมาตายตอน 1 ทุ่มอีกชายหนุ่มคนนั้นกลัวมากจนสิ้น สติ   และหลังจากนั้นเป็นต้นมาก็ไม่เคยมีใครเห็นลุงขายไอติมอีกเลยและทุกๆวันชายหนุ่มคนนั้นจะมากรวดน้ำให้แก่ลุงขายไอติมตลอดเวลาจนเขาเรียนจบมหาวิทยาลัยเขาก็ยังทำไม่ลืม

 

 

สนับสนุนโดย  เว็บพนันบอลฝากขั้นต่ำ 100