เพื่อนๆคงเคยได้เรียนเกี่ยวกับพญานาคหรือเคยได้ยินเรื่องพญานาคมาบ้างอยู่แล้ว แต่เพื่อนๆรู้หรือไม่ว่าจริงๆแล้วพญานาคมาจากไหน แล้วเป็นสัตว์มนตำนานจริงๆหรือไม่ เชื่อว่าเพื่อนๆหรือหลายๆคน คงรู้เกี่ยวกับพิธีบั้งไฟพญานาค ในคืนวัน 15 ค่ำ เดือน 11 ที่มีประจำทุกๆปี ใช่ไหมละ วันนี้เราจะเอาตำนานที่เล่าขานเกี่ยวกับพญานาคมาเล่าสู่กันฟัง ไปดูกันเลย

พญานาค หรือ บางคนเรียนกว่านาค นั้น มีลักษณะเหมือนงูใหญ่ที่มีหงอนและ มีสัญลักษณ์ที่หลายๆคนเข้าใจคือ พญานาคเป็นสัตว์ในตำนานมี่ให้ความสมบูรณ์แก่ผู้บูชา ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ความสุข ความร่ำรวย หรือ สมหวงดั่งใจ นอกจากนี้ พญานาคมักจะปรากฎในพุทธประวัติในศาสนาอีกด้วย 

ซึ่ง พญานาค หรือ นาคนั้นมีหลายตละกูลเลยทีเดียว บ้างก็มีสีเขียวตาตัว บ้างก็มีสุ้ง บ้างสีดำ บ้างก็เป็นสีทอง ซึ่งพญานาคนั้นมักจะมีรูปลักษณ์คล้ายๆ กัน โดยเป็นงูใหญ่ที่มีหงอน แต่จะแตกต่างไปด้วยสีตามลำตัวและการกำเนิดนั้นเอง และจำนวนเศียรนั้นเอง และพญานาคที่เป็นพญานาคที่ใหญ่ที่สุดนั้นก็คือ พญาเศษนาคราช หรือ อนันตนาคราชที่เป็นบัลลังค์ให้พระนารายณ์นั้นเอง โดยพญานาคผู้นี้จะมีรูปกายที่ใหญ่โต มีพันเศียร นั้นเอง

โดยตละกูล พญานาคที่จะแบ่งให้เห็นได้ชัดเจน จะแบ่งเป็น 4 ตละกูลใหญ่ คือ ตละกูลวิรูปักษ หรือ พญานาคตะกูลสีทองม, ตละกูล เอราปถ หรือ พญานาคาสีเขียวที่เราจะเห็นได้บ่อยที่สุดตามวัดหรือสถานที่ศักสิทธ์ต่างๆในประเทศไทย, ตละกูล ฉัพพยาปุตตะ หรือ พญานาคตละกูลสีรุ้ง , ตละกูลกัณหาโคตมะ หรือ พญานาคที่มีสีดำ

การเกิดของ พญานาค เองก็ไม่เหมือนกันอีกด้วย โดยการเกิดของพญานาค จะแบ่งเ)น 4 แบบ ก็คือ การเกิดแบบ โอปปาติกะ หรือ เกิดมาแล้วโตทันที จะไม่มีช่วงวัยที่เป็นเด็ก จะเกิดมาแล้วก็เป็นผู้ใหญ่เลย, การเกิดแบบชลาพุชพ หรือ การเกิดที่เกิดจากการตั้งครรภ์นั้นเอง, การเกิดแบบอัณฑชะ หรือ เกิดออกมาจากไข่ ส่วนอีกอย่างคือการเกิดแบบ สังเสทชะ หรือ การเกิดที่เกิดจากเหงื่อไคล หรือ สิ่งหมักหมม

สำหรับเราและคนแถบตะวันออกจะเชื่อว่า พญานาคหรือนาคนั้นเป็นสัตว์ศักดิสิทธิ์ ที่ผู้คนชอบเคารพนับถือและบูชา โดยเพื่อนๆจะเห็นได้จากวัดหรือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ มักจะมีพญานาคปรากฏอยู่เสมอ นอกจากนี้พญานาคเองยังถือเป็นเจ้าแห่งน้ำท ค่อยช่วยเหลือเกษตรกรและผู้คนทั้วไปที่เคารพบูชาอีกด้วย และพญานาคมักจะเป็นผู้ใกล้ชิดหรือค่อยช่วยเหลือเหล่าเทพต่างๆ อีกด้วย เพราะพญานาคนั้นเปรียบเสมือนสัญลักษณ์แห่งความสำเร็จและอุดมสมบูรณ์ละ

 

ได้รับการสนับสนุนโดย   ufabet สมัครสมาชิก

ย่าเหลเป็น สุนัขพันธ์ทางสีขาว มีขนปุกปุย มีสีดำแต้ม หูตก เกิดที่เรือนจำในจังหวัดนครปฐม แต่ก่อนเป็นสุนัขของหลวงโพเคหะนันทร์ ตำแหน่งผู้คุมนักโทษ และในตอนนั้น รัชกาลที่๖ ทรงเป็นแค่พระบรมโอรสาธิราชได้เดินทางไปเยี่ยมเรือนจำ และได้เห็นสุนัขตัวนี้เข้า จึงเกิดความชอบ และผู้คุมเรือนจำจึงได้นำถวายให้แก่ พระองค์มา และทรงประทานชื่อให้ว่าย่าเหลซึ่งแปลว่ามิตรแท้

และทรงเลี้ยงมาตั้งแต่นั้น ด้วยความฉลาดของย่าเหลจึงเป็นที่โปรดปราณของรัชกาลที่๖ เป็นอย่างมาก ด้วยนิสัยจงรักถักดีต่อนายและเป็นสุนัขแสนรู้ เมื่อมีทหารแต่งกายมาถูกต้องหรือไม่ถูกระเบียบ ย่าเหลก็จะกัดบุคลนั้นทันที่ต่อหน้าพระองค์เลยก็ว่าได้ ซึ่งสร้างความอับอายต่อผู้ถูกกัดเป็นอย่างยิ่ง

ในบางครั้งที่พระองค์เสด็จออกไปไหน และไม่ได้นำย่าเหลไปด้วยก็จะถูกพวกมหาดเล็กบางคนที่จ้องจะทำร้ายก็มี และย่าเหลยังชอบออกหนีเที่ยวจนพระองค์ต้องให้ออกตามหาถึงหลายครั้ง จนต้องทำป้ายแขวนคอบอกว่าเป็นสุนัขของพระองค์ให้นำมาคืน ก็จะให้รางวัลแก่ผู้พามา และด้วยความที่ย่าเหลเป็นสุนัขที่ขี้ประจบ ประกอบกับทำหน้าที่เหมือนทหารรักษาพระองค์คนหนึ่ง จึงทำให้มีการไม่ชอบในตัวย่าเหลเป็นอย่างมาก

ถูกรอบสังหาร

ได้มีมหาดเล็กคนหนึ่งถูกไล่ออกไปเพราะไม่ซื่อสัตว์ และได้กลับเข้ามาในวัง แต่ย่าเหลได้กลิ่นจึงเข้าไปกัดและกระชากพาร่างมาเข้าเฝ้า แต่โชคดีที่มหาดเล็กคนนั้นไม่มีอาวุธอาไรมาด้วยจึงได้รับการปล่อยตัวไป และอยู่มาได้ไม่กี่เดือน ย่าเหลได้ตามเสด็จไปทอดกฐินที่วัด ราชบพิตร ย่าเหลได้ตามตัวเมียไป หรือถูกล่อด้วยตัวเมียไม่อาจทราบได้ ข้ามคลองไปยังสวนเชตถ์ข้างวังสราญรมย์ และไปถูกยิงตายที่นั่น

และไม่สามารถจับคนร้ายได้ จึงสร้างความเสียพระทัยให้แก่รัชกาลที่๖ เป็นอย่างมาก และโปรดให้แห่ขบวนศพไปยังวัดพระปฐมเจดีย์ และโปรดให้สร้างรูปหล่อด้วยทองเหลือเท่าตัวจริง และตั้งอนุสาวรีย์นี้ไว้ที่หน้าตำหนักชาลีมงคลอาสน์ และได้บรรจุกระดูกย่าเหลไว้ที่ใต้ฐานพร้อมคำกลอน ในพระราชวังสนามจันทร์

รูปปั้นของย่าเหลยังคงอยู่ที่พระราชวังสนามจันทร์ และได้มีการตั้งหีบบรรจุศพของย่าเหล ที่ลวดลายสวยงามให้ได้ชมกันในพิพิธภัณฑ์สถานพระปฐมเจดีย์ ถึงย่าเหลจะเป็นหมาข้างถนนแต่มีความจงรักภักดีต่อเจ้านายถึงตัวจะตายแต่ชื่อก็ยังอยู่ให้ลูกหลาน รู้ถึงความดีความซื่อสัตว์ของหมาที่มีต่อเจ้าของ

ในสมัยสมเด็จพระสรรเพชญ์ที่  8พระมหากษัตริย์พระองค์ที่ 2 ตอนปลายสมัยอาณาจักรอยุธยา  โดยพันท้ายนรสิงห์เป็นผู้ที่มีชื่อเสียงในทางด้านความซื่อสัตย์  หรือว่าอีกชื่อหนึ่งคือ พระเจ้าเสือนั่นเอง

โดยพันท้ายนรสิงห์ มีชื่อเดิมว่า สิน นั้นเป็นชาวบ้านนรสินห์ เป็นคนวิเศษชันชาญ และมีเมียชื่อ  นวล หรือว่าศรีนวล ได้รู้จักกับพระเจ้าเสือด้วยการแข่งขันการชกมวยไทยกัน เมื่อพระองค์แปลงองค์มาเป็นชาวบ้านธรรมดาและพระองค์ได้ทรงชอบอุปนิสัยใจคอของนาย สิน และต่อมานั้นนายท้ายเรือพระที่นั่งของพระเจ้าเสือ  ได้บรรดาศักดิ์ พัน  

   และเมื่อครั้งที่พระเจ้าเสือนั้นจะเสด็จโดยนั่งพระเรือพระที่นั่งเอกไชย  ประพาสเพื่อทรงเบ็ด ณ ปากน้ำเมืองสาครบุรี เมื่อเรือนั้นถึง ตำบล โคกขามนั้นซึ่งเป็นคลองที่คดเคี้ยวและมีกระแสน้ำที่เชี่ยวอย่างมาก  พันท้ายนรสิงห์ซึ่งถือท้ายเรือพระที่นั่งไม่มีความสามารถที่จะคัดเรือหรือว่าแก้ไขได้ทันจึงทำให้พระที่นั่งกระทบกับกิ่งไม้หักลงตกลงไปในน้ำ ซึ่งพันท้ายนรสิงห์นั้นได้กระโดดขึ้นฝั่งแล้วกราบทูลให้ลงพระอาญาตามที่กำหนดไว้ถึงสามครั้ง โดยครั้งแรกนั้นพระเจ้าเสือนั้นพระราชทานอภัยโทษเพราะเห็นว่าเป็นอุบัติเหตุสุดวิสัย

ส่วนครั้งที่สองก็ทรงสั่งให้สร้างปูนปั้นปลอมแล้วทรงตัดหัวรูปปั้นนั้นแทน  แต่ด้วยท้ายที่สุดนั้นก็ทรงตรัสและสั่งให้ประหารชีวิตพันท้ายด้วยการตัดหัวของพันท้ายนรสิงห์ตามคำขอในเวลาเช้าตรู่ ตรงกับวันขึ้น 9ค่ำเดือน 3 พ.ศ 2247 แล้วสร้างศาลไม้ขนาดเล็ก เป็นศาลไม้ในปัจุบัน หลังคานั้นมุงกระเบี้องดินเผาหางมลพื้นศาลนั้นยกเป็นไม้ 2 ชั้น มีเสารองรับ 6 เสา พร้อมกับหัวของพันท้ายนรสิงห์และโขเรือเอกไชยขึ้นตั้งไว้บูชาพร้อมกัน และในภายหลังพระเจ้าเสือได้ทรงให้พระยาราชสงคราม  ได้คุมไพร่พลจำนวนหนึ่งไปขุดคลองลัดคลองโคกขามที่คดเคี้ยวไปออกที่บริเวณแม่น้ำท่าจีน กว้าง 5 วา ลึก 6 ศอก

สร้างเสร็จในสมัยพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ พ.ศ 2252 และทรงได้พระราชทานคลองนี้ว่า คลองสนามไชย และในเวลาต่อมานั้นเรียกว่า คลองมหาชัย และซึ่งในเวลาต่อมานั้นได้เรียกว่าคลองด่าน และในปัจจุบันนี้ชาวบ้านฝั่งธนบุรี เรียกชื่อว่า คลองด่าน 

 อุทยานประวัติศาสตร์พันท้ายนรสิงห์   เป็นอีกหนึ่งสถานที่ประวัติศาสตร์ และตอนนี้ตั้งอยู่ที่  ตำบลพันท้ายนรสิงห์ อำเภอสมุทรสาคร จังหวัด สมุทรสาคร ซึ่งเป็นอีกหนึ่งจุดที่เชื่อกันว่าพันท้านนรสิงห์นั้นถูกประหารชีวิตเพราะเนื่องจากศิลปากรร่วมร่วมด้วยโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ได้เจอท่อนไม้ท่อนหนึ่งที่ยาวราว 80 เซนติเมตรที่เชื่อว่าเป็นโขนเรือเอกไชยซึ่งมีร่องรอยเสียหาย และเชื่อกันว่าหน้าจะเป็นหลักประหารชีวิตพันท้ายนรสิงห์  และยังมีศาลเจ้าแม่ศรีนวล ผู้ที่เป็นเมียของพันท้ายนรสิงห์และมีรูปเหมือนของพระเจ้าเสือ และพันท้ายนรสิงห์ที่กราบทูลพระราชทานอาญาโทษประหารชีวิต 

คุณเคยสังศัยไหมว่าสัตว์ต่างๆใต้ทะเลนั้นเราไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่ามันจะมีอยู่ใต้ทะเลจริงอีกทั้งต่างก็ยังหาข้อสรุปไม่ได้ว่ามันมีอยู่ในแถบไหนหรือว่าสัตว์แปลกประหลากเหล่านี้ที่มันยังคงเป็นปริศนามาอย่างยาวนานและได้มีนักวิทยาศาสตร์จึงได้มีการสั่งการให้ค้นหาเจ้าสัตว์แปลกประหลาดเหล่านี้เพื่อหาข้อสรุป

สัตว์ดึกดำบรรพ์ Mokele Mbembe ผู้หยุดสายน้ำ  Mokele Mbembe

สัตว์ลึกลับแห่งทวีปแอฟริกาโดยชื่อของมันนี้เป็นภาษาลิงกาลาที่มีความหมายว่า ผู้เดียวที่สามารถหยุดการไหลของน้ำได้Mokele Mbembe เป็นสัตว์ที่อยู่ในตำนานเหล้าขานของชนเผ่าพื้นเมืองเช่น ชนเผ่าปิกมี ว่าเป็นสัตว์ที่ดุร้ายมักชอบทำร้ายคนหรือสัตร์ที่ชอบเข้าไกล้ตัวโดยจะฆ่าให้ถึงตายแต่ก็จะไม่กินเมื่อว่ามันจะไม่ได้อยู่ในน้ำแต่ด้วยชื่อและตำนานของมันเกี่ยวข้องกับสายน้ำจากนั้นจึงได้มีการรวบรวมอยู่ในกลุ่มดียวกันจากบันทึกนั้นได้มีการพบเห็น Mokele Mbembe ตั้งแต่ในปี1176โดยบาทหลวงก็ได้เห็นมันตอนกำลังเดินทางไปเผยแพร่ศาสนาในประเทศคองโกต่อมาในปี1909หรือพุทธศักราช2452

ดร.พอร์ทกัสได้บันทึกว่าก็พบเห็นมันว่ายน้ำอยู่ในบึงใหญ่อย่างสบายอารมณ์ไกล้กับทะเลสาบแบงเบอลูประเทศเซอร์เบียตามหลักฐานการบันทึกของพวกเขาเหล่านั้นลักษณะของ Mokele Mbembe มีขนาดใหญ่มากลาวกับไดโนเสาร์ผิวหนังของมันนั้นไม่มีเกล็ดมีคอที่ยาวหางยาวตลอดลำตัวมีสีน้ำตาลแก่ดูคล้ายกับพันธุ์ไดโนเสาร์คอยาวอย่างมากและเนื่องด้วยที่มันนั้นคล้ายกับพันธ์ไดโนเสาร์นั้นเองคือจุดเริ่มต้นของการสำรวจเจ้าสัตว์ประแปลกประลาดแห่งทวีปแอฟริกาแห่งนี้ในปี1920หรือพุทธศักราช2463

ได้มีการตั้งถิ่นค้นหาขึ้นมาอย่างมากมายแต่ก็ไม่ได้ประสบความสําเร็จในการค้นหาเหล่านี้และซึ่งก็ไม่ได้มีอะไรใหม่ๆถูกรายงานออกมาจนกะทั้งในปี1948หรือพุทธศักราช2491lvan T.Sandersonได้เขียนรายงานการตามหา Mokele Mbembe ซึ่งเป็นเรื่องราวที่ทำให้อย่างเจ้าสัตว์ลึกลับนั้นกลับมาเป็นที่สนใจอีกครั้งจนมีการเร่งสำรวจในปีต่อมาปี1960 ปี1972 ปี1976 และในปี1980จนหลักฐานเกี่ยวกับมันเริ่มจะหนักแน่นมากขึ้นโดยค้นพบว่ามันอาจสูงสุดถึง30/35ฟุตซึ่งจากนั้นได้มีการพบเห็นครั้งสุดท้ายเกิดขึ้นเมื่อเดือนเมษายนในปี2000

ประเทศแคเมอรูนโดยเจ้าหน้าที่พิทักษป่าแคเมอรูนสองคนคณะที่ชนพื้นเมืองบอกว่า Mokele Mbembe ซึ่งมันอาจจะศูนย์พันธุ์ไปแล้วก็ได้จากการล่าเพื่อเอาเนื้อมาบริโภคแต่แล้วคนที่กินเนื้อเข้าไปนั้นก็จะเสียชีวิตไปด้วยและในส่วนหลักฐานอื่นที่เกี่ยวข้องกับมันก็จะได้เห็นแค่เพียงแต่รูปภาพถ่ายที่ถ่ายมันมาได้จากระยะไกลรวมไปถึงรอยเท้าซึ่งก็ยังบอกรายละเอียดอะไรได้ไม่มากนักสาเหตุที่ทำให้ Mokele Mbembe นั้นยังคงเป็นสัตว์ลึกลับแห่งทวีปแอฟริกาต่อไปก็เพาะว่าการที่สำรวจค้นหา Mokele Mbembe นั้น

แสนจะลำบากทั้งการเดินทางและโรคภัยไข้เจ็บอีกทั้งระยะทางที่ไกลมากและความชํานาญในพื้นที่ที่ไม่เพียงพอสำหรับคณะสำรวจซึ่งในปัจจุบันก็ยังไม่มีข้อมูลใหม่ๆให้พวกเรานั้นได้ทราบกัน สรุปแล้ว Mokele Mbembe ผู้หยุดสายน้ำก็ยังคงเป็นปริศนาให้เราคอยการสำรวจต่อไป

C1A9F65C8466457C8A1169320F1B8C15

วันนี้เราจะมาพูดเรื่องราวที่เกี่ยวกับ สปป ลาว ว่ามันเป็นอย่างไร

เราจะเห็นได้ว่า สปป ลาว เป้สถานที่ที่ไม่มีใครเข้าไปในพื้ที่นั้นมาก่อนซึ่งมันเป็นดินแดนต้องห้ามที่ทางรัฐบาล สปปลาว ได้ปกปิดเอาไว้มาตลอดมานานหลาย10ปีสาธารณะรัฐประชาชนลาวได้แบ่งการปกครองในระดับบนสุดเป้น18เขตโดยมีนครหลวงเวียงจันทรเป็นเมืองหลวงและเขตต่างๆอีก17แขวง

ซึ่งโดยแขวงเป็นเขตการปกครองสูงสุดของประเทศหรือทียบได้กับจังหวัดของประเทศไทยโดยมีเจ้าแขวงเป็นผู้บริหารปกครองแขวงและได้มีเมืองเอกเป็นเมืองหลวงของแขวงในบันดาแขวงทั้ง17ของประเทศลาวไซสมบูรณ์เป็นที่ตั้งขึ้นล่าสุดโดยพึ่งตั้งขึ้นเมื่อปีพุทธศักราช2556ก่อนหน้านั้นไซสมบูรณ์มีสถานะเป็นเพียงแขกพิเศษโดยมีการบริหารระบบจัดการที่ต่างไปจากแขวงอื่นใดเพราะในพื้นที่มีกลุ่มชาติพันธุ์หรือชนกลุ่มน้อยอาศัยอยู่เป็นจำนวนมากจึงเมื่อรัฐบาลมองเห็นถึงความพร้อมจึงได้มีการจัดตั้งเขตพิเศษนี้ให้เป็นแขวงไซสมบูรณ์เพื่อให้สามารถแก้ไข้ปัญหาการปกครองระดับท้องถิ่นได้อย่างสะดวกไกล้ชิดและพูดถึงโดยหวังให้เขตพื้นที่นี้ได้รับการพัฒนาเช่นเดียวกัน

กับแขวงอื่นๆทั้งในด้านคุณภาพชีวิตเศรษฐกิจวัฒนธรรมสังคมการท่องเที่ยวและแนวคิดทางการเมืองแขวงใหม่ที่ได้จัดตั้งขึ้นนั้นได้มีกาจัดแบ่งและแยกรวมพื้นที่เขตพิเศษเดิมกับแขวงไกล้เคียงงทำให้มีเมืองอยู่ในเขตปกครองประมาณ5เมือง คือเมืองเล่อซาน เมืองโฮม เมืองล่องแจ้ง เมืองหม เมืองท่าโทม

โดยมีเมืองอนุวงเป็นเมืองเอกแขวงไซสมบูนซึ่งเป็นเพียงแขวงเดียวของประเทศลาวที่ไม่มีเขตติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้านโดยอยู่ห่างจากนครหลวงเวียงจันทรไปทางตะวันออกเฉียงเหนือประมาณราวๆ230กิโลเมตรเข๖แขวงนั้นมีพื้นที่ประมาณ8500ตาตรากิโลเมตรภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นเทือกเขาสลับซับซ้อนอุดมสมบูรณ์ไปด้วยป่าไม้

และโดยมียอดเขาสูงสุดชื่อภูเขาภูเบี้ย ซึ่งถือว่าเป็นภูเขาที่สูงที่สุดใน สปป ลาว คือมีระดับความสูงประมาณ2800เมตรจากระดับน้ำทะเลสภาพเช่นนี้ทำให้ภูมิอากาศโดยเฉลี่ยของแขวงค่อนข้างหนาวเย็นอยู่ตลอดโดยเฉพาะยอดภูเบี้ยเล่ากันว่าบนนั้นจะมีอุณหภูมิติดลบเย็นอยู่ตลอดทั้งปีแล้วเรื่องราวทั้งหมดนี้ก็เป็นเรื่องที่ สปป ลาว ได้ปกปิดมาอย่างยาวนานและไม่มีใครรู้มาก่อนเลยว่าที่ประเทศลานั้นก็มีแขวงที่ได้ก่อตั้งล่าสุดขึ้นมาด้วยและในกาสำตรวจของ สปป ลาว

ที่เต็มไปด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์และทางด้านธรรมชาติที่น่าอัศจรรย์ใจหากใครที่ชื่นชอบท่องเที่ยวในทางด้านประวัติศาสตร์ก็สามารถไปท่องเที่ยวและเดินทางไปได้เลยที่ประเทศ สปป ลาว ขอรับลองเลยว่าหากได้ไปแล้วจะติดใจและยังได้สัมผัสกับอากาศที่หนาวเย็นอีกด้วย