ในสมัยสมเด็จพระสรรเพชญ์ที่  8พระมหากษัตริย์พระองค์ที่ 2 ตอนปลายสมัยอาณาจักรอยุธยา  โดยพันท้ายนรสิงห์เป็นผู้ที่มีชื่อเสียงในทางด้านความซื่อสัตย์  หรือว่าอีกชื่อหนึ่งคือ พระเจ้าเสือนั่นเอง

โดยพันท้ายนรสิงห์ มีชื่อเดิมว่า สิน นั้นเป็นชาวบ้านนรสินห์ เป็นคนวิเศษชันชาญ และมีเมียชื่อ  นวล หรือว่าศรีนวล ได้รู้จักกับพระเจ้าเสือด้วยการแข่งขันการชกมวยไทยกัน เมื่อพระองค์แปลงองค์มาเป็นชาวบ้านธรรมดาและพระองค์ได้ทรงชอบอุปนิสัยใจคอของนาย สิน และต่อมานั้นนายท้ายเรือพระที่นั่งของพระเจ้าเสือ  ได้บรรดาศักดิ์ พัน  

   และเมื่อครั้งที่พระเจ้าเสือนั้นจะเสด็จโดยนั่งพระเรือพระที่นั่งเอกไชย  ประพาสเพื่อทรงเบ็ด ณ ปากน้ำเมืองสาครบุรี เมื่อเรือนั้นถึง ตำบล โคกขามนั้นซึ่งเป็นคลองที่คดเคี้ยวและมีกระแสน้ำที่เชี่ยวอย่างมาก  พันท้ายนรสิงห์ซึ่งถือท้ายเรือพระที่นั่งไม่มีความสามารถที่จะคัดเรือหรือว่าแก้ไขได้ทันจึงทำให้พระที่นั่งกระทบกับกิ่งไม้หักลงตกลงไปในน้ำ ซึ่งพันท้ายนรสิงห์นั้นได้กระโดดขึ้นฝั่งแล้วกราบทูลให้ลงพระอาญาตามที่กำหนดไว้ถึงสามครั้ง โดยครั้งแรกนั้นพระเจ้าเสือนั้นพระราชทานอภัยโทษเพราะเห็นว่าเป็นอุบัติเหตุสุดวิสัย

ส่วนครั้งที่สองก็ทรงสั่งให้สร้างปูนปั้นปลอมแล้วทรงตัดหัวรูปปั้นนั้นแทน  แต่ด้วยท้ายที่สุดนั้นก็ทรงตรัสและสั่งให้ประหารชีวิตพันท้ายด้วยการตัดหัวของพันท้ายนรสิงห์ตามคำขอในเวลาเช้าตรู่ ตรงกับวันขึ้น 9ค่ำเดือน 3 พ.ศ 2247 แล้วสร้างศาลไม้ขนาดเล็ก เป็นศาลไม้ในปัจุบัน หลังคานั้นมุงกระเบี้องดินเผาหางมลพื้นศาลนั้นยกเป็นไม้ 2 ชั้น มีเสารองรับ 6 เสา พร้อมกับหัวของพันท้ายนรสิงห์และโขเรือเอกไชยขึ้นตั้งไว้บูชาพร้อมกัน และในภายหลังพระเจ้าเสือได้ทรงให้พระยาราชสงคราม  ได้คุมไพร่พลจำนวนหนึ่งไปขุดคลองลัดคลองโคกขามที่คดเคี้ยวไปออกที่บริเวณแม่น้ำท่าจีน กว้าง 5 วา ลึก 6 ศอก

สร้างเสร็จในสมัยพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ พ.ศ 2252 และทรงได้พระราชทานคลองนี้ว่า คลองสนามไชย และในเวลาต่อมานั้นเรียกว่า คลองมหาชัย และซึ่งในเวลาต่อมานั้นได้เรียกว่าคลองด่าน และในปัจจุบันนี้ชาวบ้านฝั่งธนบุรี เรียกชื่อว่า คลองด่าน 

 อุทยานประวัติศาสตร์พันท้ายนรสิงห์   เป็นอีกหนึ่งสถานที่ประวัติศาสตร์ และตอนนี้ตั้งอยู่ที่  ตำบลพันท้ายนรสิงห์ อำเภอสมุทรสาคร จังหวัด สมุทรสาคร ซึ่งเป็นอีกหนึ่งจุดที่เชื่อกันว่าพันท้านนรสิงห์นั้นถูกประหารชีวิตเพราะเนื่องจากศิลปากรร่วมร่วมด้วยโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ได้เจอท่อนไม้ท่อนหนึ่งที่ยาวราว 80 เซนติเมตรที่เชื่อว่าเป็นโขนเรือเอกไชยซึ่งมีร่องรอยเสียหาย และเชื่อกันว่าหน้าจะเป็นหลักประหารชีวิตพันท้ายนรสิงห์  และยังมีศาลเจ้าแม่ศรีนวล ผู้ที่เป็นเมียของพันท้ายนรสิงห์และมีรูปเหมือนของพระเจ้าเสือ และพันท้ายนรสิงห์ที่กราบทูลพระราชทานอาญาโทษประหารชีวิต 

ประเพณีสารทเดือนสิบ หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ประเพณีชิงเปรต

เป็นประเพณีของภาคใต้ ในจังหวัดนครศรีธรรมราช โดยมีเรื่องของความเชื่อเเละทางพระพุทธศาสนามาเกี่ยวข้องด้วย ประเพณีสารทเดือนสิบจะจัดขึ้นในเดือนตุลาคม เป็นการทำบุญอุทิศส่วนบุญกุศลไห้กับญาติในครอบครัวที่ล่วงลับไปนานเเล้ว โดยเฉพาะในนรก คนใต้เชื่อว่า ญาติของตนเองตกนรก กลายเป็นเปรต เเละได้รับการปล่อยตัวในวันนั้น ในวันเเรกของประเพณีชาวบ้านจะจัดอาหารไปถวายพระเเละทำบุญ เรียกวันนี้ว่าวันรับตายาย ก็จะมีพวกขนมลา ขนมพอง ขนมไข่ปลา ส่วนของในครัวก็จะมีพวกกะปิ ข้าวสาร พริก ขมิ้น เป็นต้น

ซึ่งการทำบุญด้วยสิ่งของเหล่านี้ ชาวบ้านเชื่อว่าญาติที่ตายไปเเล้วจะได้มีสิ่งของพวกนี้ไว้ใช้ โดยจะนำสิ่งของพวกนี้ขึ้นไปไว้ข้างบนไห้สูงขึ้นไป ไห้พอๆกับตัวของเปรตเลยก็ว่าได้ เรียกว่า ร้านเปรต โดยจะมีสายสิญจน์โยงจากร้านเปรตไปถึงตรงพระสวด เมื่อทำพิธีเสร็จ ลูกหลานเเต่ละบ้านนั้น จะมาปีนเสาด้วยความคึกคักสนุกสนาน ซึ่งใครไปถึงยอดก่อนเชื่อกันว่าจะได้บุญเยอะ เเละเปรตของครอบครัวนั้นก็จะได้บุญกุศลเเรง เเละจะเป็นสิริมงคลเเก่ตัวผู้ที่ได้เองด้วย ประเพณีชิงเปรตถือว่าเป็นพิธีกรรมอย่างหนึ่งที่สำคัญมากในภาคใต้ เพราะจะได้ทำบุญครั้งใหญ่ไห้ผู้ที่ล่วงลับไปเเล้วนั้น เราก็ยังได้บุญตามกันไปอีกด้วย เป็นการเเสดงความกตัญญูอีกเเบบหนี่ง เพราะเป็นการนึกถึงเเละทำบุญไห้คนที่ล่วงลับไปเเล้ว เพื่อที่จะไห้คนที่ตายไปเป็นเปรตได้รับส่วนบุญที่ลูกหลานทำไปไห้นั่นเอง ส่วนของที่นำไปถวายพระนั้น ก็มีความหมายต่างๆอีกมากมายของโลกหลังความตาย ประเพณีชิงเปรต ถือว่าเป็นวันรวมญาติพี่น้องของชาวใต้เลยก็ว่าได้ ถึงจะทำงานอยู่ที่ต่างจังหวัด ก็จะลงใต้กลับมาร่วมงานเเน่นอน เป็นความสุขอีกวันหนึ่งของคนเเก่ที่ลูกหลานอยู่พร้อมหน้าพร้อมตา 

ประเพณีชิงเปรต เมื่อเริ่มจะทำพิธีกรรม จะมีขบวนเปรต เเต่ไม่ใช่เปรตจริง ๆนะ เเต่เป็นเปรตที่ชาวบ้านนั้นสร้างขึ้นมาไห้ดูเป็นตัวเเทนนั่นเอง ซึ่งเปรตก็มีทั้งน่ากลัวเเละน่ารัก มียมทูตต่างๆเเห่งนรก ซึ่งขบวนเปรตนั้นก็เป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งที่เเปลกตามากของชาวภาคอื่นๆ ทำไห้รู้สึกน่ากลัว กลัวบาปกันมากขึ้น เป็นที่สอนใจอีกเเบบหนึ่งของคนภาคอื่นๆ เพราะในความน่ากลัวนั้น ยังมีความที่เราไม่รู้ซ่อนอยู่ เช่น การทำบาป การผิดศีล เป็นต้น ประเพณีชิงเปรตไห้ข้อคิดหลายๆอย่าง มีทั้งสอนไห้รู้จักบาปกรรม สอนไห้รู้จักทำบุญโดยไม่ต้องรอใคร

ตั้งแต่ภาวะไข้โควิด 19 ระบาดเข้ามาในประเทศไทย ผลพ่วงที่ได้รับไม่ว่าจะเป็นเรื่องสุขภาพที่โดนกันเต็มๆ และต้องระวังกันให้มาก แต่สิ่งที่ผลตามมาคือเรื่องของเศรษฐกิจ ที่ตอนนี้ไม่ค่อยมีใครอยากไปร้านอาหาร จับจ่ายใช้สอย ท่องเที่ยว หรือเดินห้าง ซึ่งผลกระทบนี้ยังส่งผลต่อเราๆ ที่เป็นพนักงานลูกจ้างประจำด้วย เราลองมาดูกันว่ามีอาชีพอะไรบ้างที่ได้ผลกระทบนี้ไปเต็มๆ

อาชีพแรก พนักงานสายการบิน อันนี้โดนเต็มๆ เพราะมาตรการ ห้ามคนเดินทางออกนอกประเทศและไปกลุ่มประเทศเสี่ยง รวมถึงการเดินทางเข้าประเทศไทย จึงมีผลทำให้สายการบินต่างๆ ต้องงดเที่ยวบิน และหยุดชะงักกันไปตามๆ กัน ซึ่งนั่นหมายความว่า พนักงานสายการบินต่างๆ ก็ต้องหยุดตามไปด้วย ซึ่งรายได้ของคนเหล่านี้ โดยปรกติก็จะมีเรื่องเงินได้พิเศษ จากชั่วโมงบิน เข้ามาเกี่ยวข้อง นั่นจึงทำให้พวกเค้ามีรายได้ที่ลดลงไป

อาชีพไกด์หรือหัวหน้าทัวร์ อันนี้คงไม่ต่างอะไรกับพนักงานสายการบิน เพราะมาตรการ ห้ามคนเดินทางเข้าออกประเทศ ทำให้อาชีพไกด์หรือหัวหน้าทัวร์ขาดรายได้ไปทันที และอาจจะโดนหนักกว่าพนักงานสายการบินที่คนเหล่านั้นยังมีเงินเดือนประจำ แต่ไกด์หรือหัวหน้าทัวร์ส่วนใหญ่ มักจะมีรายได้จากการทำงานเป็นวันตามจริง หากวันไหนไม่ได้ออกทริป วันนั้นพวกเค้าจะไม่ได้รับค่าจ้าง

อาชีพเด็กเสริฟ์ และหัวหน้าครัวตามร้านอาหาร นี่ก็เป็นอีกอาชีพ ที่ต้องลำบากและมีผลพ่วงตามเจ้าของธุรกิจไปด้วย เนื่องด้วย ร้านอาหารต่างๆ เริ่มซบเซา คนส่วนใหญ่ไม่กล้าออกมากินข้าวนอกบ้าน นั่งร่วมรับประทานอาหารกับคนอื่นๆ ที่ไม่รู้จักในร้านอาหาร จึงทำให้ร้านอาหารบางร้าน ถึงกับต้องปิดตัวลง และก็ทำให้มีผลต่ออาชีพเด็กเสริฟ์ และหัวหน้าครัว ที่ต้องตกงานกันไปตามระเบียบ

อาชีพพนักงานขายของตามร้านค้า อาชีพนี่ก็คล้ายกันกับอาชีพเด็กเสริฟ์ ด้วยสภาวะเศรษฐกิจที่แย่อยู่แล้ว รวมกับภาวะของไข้โควิด19 คนไม่มีกำลังพอที่จะจับจ่ายใช้สอย หรือแม้แต่คนที่มีกำลังก็ต้องเก็บเงินไว้ สำรองจ่ายยามที่จำเป็นจริงๆ จึงทำให้ร้านค้าต่างๆ เริ่มซบเซา ห้างเริ่มไม่มีคนเดิน ทำให้พวกร้านค้าต่างๆ ที่เช่าพื้นที่ของห้าง ต้องมีจ่ายค่าเช่าที่ในทุกๆ วัน และทุกๆ เดือน แต่กลับไม่มีคนมาเดินซื้อของ จึงทำให้ร้านค้าเหล่านั้นแบกต้นทุนภาระค่าใช้จ่ายไม่ไหว อาจจะต้องลดรายจ่ายเลิกจ้างพนักงานหันมาดูร้านแทนลูกน้องกันไป ซึ่งอาชีพนี่ก็เป็นอาชีพที่ต้องผันตัวไปหางานใหม่กันทำ เพื่อความอยู่รอดของปากท้อง

ซึ่งทั้งหมดที่กล่าวมา ก็หวังว่าทุกคนจะกลับมามีงานทำกันต่อไปนะครับ

คุณเคยสังศัยไหมว่าสัตว์ต่างๆใต้ทะเลนั้นเราไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่ามันจะมีอยู่ใต้ทะเลจริงอีกทั้งต่างก็ยังหาข้อสรุปไม่ได้ว่ามันมีอยู่ในแถบไหนหรือว่าสัตว์แปลกประหลากเหล่านี้ที่มันยังคงเป็นปริศนามาอย่างยาวนานและได้มีนักวิทยาศาสตร์จึงได้มีการสั่งการให้ค้นหาเจ้าสัตว์แปลกประหลาดเหล่านี้เพื่อหาข้อสรุป

สัตว์ดึกดำบรรพ์ Mokele Mbembe ผู้หยุดสายน้ำ  Mokele Mbembe

สัตว์ลึกลับแห่งทวีปแอฟริกาโดยชื่อของมันนี้เป็นภาษาลิงกาลาที่มีความหมายว่า ผู้เดียวที่สามารถหยุดการไหลของน้ำได้Mokele Mbembe เป็นสัตว์ที่อยู่ในตำนานเหล้าขานของชนเผ่าพื้นเมืองเช่น ชนเผ่าปิกมี ว่าเป็นสัตว์ที่ดุร้ายมักชอบทำร้ายคนหรือสัตร์ที่ชอบเข้าไกล้ตัวโดยจะฆ่าให้ถึงตายแต่ก็จะไม่กินเมื่อว่ามันจะไม่ได้อยู่ในน้ำแต่ด้วยชื่อและตำนานของมันเกี่ยวข้องกับสายน้ำจากนั้นจึงได้มีการรวบรวมอยู่ในกลุ่มดียวกันจากบันทึกนั้นได้มีการพบเห็น Mokele Mbembe ตั้งแต่ในปี1176โดยบาทหลวงก็ได้เห็นมันตอนกำลังเดินทางไปเผยแพร่ศาสนาในประเทศคองโกต่อมาในปี1909หรือพุทธศักราช2452

ดร.พอร์ทกัสได้บันทึกว่าก็พบเห็นมันว่ายน้ำอยู่ในบึงใหญ่อย่างสบายอารมณ์ไกล้กับทะเลสาบแบงเบอลูประเทศเซอร์เบียตามหลักฐานการบันทึกของพวกเขาเหล่านั้นลักษณะของ Mokele Mbembe มีขนาดใหญ่มากลาวกับไดโนเสาร์ผิวหนังของมันนั้นไม่มีเกล็ดมีคอที่ยาวหางยาวตลอดลำตัวมีสีน้ำตาลแก่ดูคล้ายกับพันธุ์ไดโนเสาร์คอยาวอย่างมากและเนื่องด้วยที่มันนั้นคล้ายกับพันธ์ไดโนเสาร์นั้นเองคือจุดเริ่มต้นของการสำรวจเจ้าสัตว์ประแปลกประลาดแห่งทวีปแอฟริกาแห่งนี้ในปี1920หรือพุทธศักราช2463

ได้มีการตั้งถิ่นค้นหาขึ้นมาอย่างมากมายแต่ก็ไม่ได้ประสบความสําเร็จในการค้นหาเหล่านี้และซึ่งก็ไม่ได้มีอะไรใหม่ๆถูกรายงานออกมาจนกะทั้งในปี1948หรือพุทธศักราช2491lvan T.Sandersonได้เขียนรายงานการตามหา Mokele Mbembe ซึ่งเป็นเรื่องราวที่ทำให้อย่างเจ้าสัตว์ลึกลับนั้นกลับมาเป็นที่สนใจอีกครั้งจนมีการเร่งสำรวจในปีต่อมาปี1960 ปี1972 ปี1976 และในปี1980จนหลักฐานเกี่ยวกับมันเริ่มจะหนักแน่นมากขึ้นโดยค้นพบว่ามันอาจสูงสุดถึง30/35ฟุตซึ่งจากนั้นได้มีการพบเห็นครั้งสุดท้ายเกิดขึ้นเมื่อเดือนเมษายนในปี2000

ประเทศแคเมอรูนโดยเจ้าหน้าที่พิทักษป่าแคเมอรูนสองคนคณะที่ชนพื้นเมืองบอกว่า Mokele Mbembe ซึ่งมันอาจจะศูนย์พันธุ์ไปแล้วก็ได้จากการล่าเพื่อเอาเนื้อมาบริโภคแต่แล้วคนที่กินเนื้อเข้าไปนั้นก็จะเสียชีวิตไปด้วยและในส่วนหลักฐานอื่นที่เกี่ยวข้องกับมันก็จะได้เห็นแค่เพียงแต่รูปภาพถ่ายที่ถ่ายมันมาได้จากระยะไกลรวมไปถึงรอยเท้าซึ่งก็ยังบอกรายละเอียดอะไรได้ไม่มากนักสาเหตุที่ทำให้ Mokele Mbembe นั้นยังคงเป็นสัตว์ลึกลับแห่งทวีปแอฟริกาต่อไปก็เพาะว่าการที่สำรวจค้นหา Mokele Mbembe นั้น

แสนจะลำบากทั้งการเดินทางและโรคภัยไข้เจ็บอีกทั้งระยะทางที่ไกลมากและความชํานาญในพื้นที่ที่ไม่เพียงพอสำหรับคณะสำรวจซึ่งในปัจจุบันก็ยังไม่มีข้อมูลใหม่ๆให้พวกเรานั้นได้ทราบกัน สรุปแล้ว Mokele Mbembe ผู้หยุดสายน้ำก็ยังคงเป็นปริศนาให้เราคอยการสำรวจต่อไป

C1A9F65C8466457C8A1169320F1B8C15

วันนี้เราจะมาพูดเรื่องราวที่เกี่ยวกับ สปป ลาว ว่ามันเป็นอย่างไร

เราจะเห็นได้ว่า สปป ลาว เป้สถานที่ที่ไม่มีใครเข้าไปในพื้ที่นั้นมาก่อนซึ่งมันเป็นดินแดนต้องห้ามที่ทางรัฐบาล สปปลาว ได้ปกปิดเอาไว้มาตลอดมานานหลาย10ปีสาธารณะรัฐประชาชนลาวได้แบ่งการปกครองในระดับบนสุดเป้น18เขตโดยมีนครหลวงเวียงจันทรเป็นเมืองหลวงและเขตต่างๆอีก17แขวง

ซึ่งโดยแขวงเป็นเขตการปกครองสูงสุดของประเทศหรือทียบได้กับจังหวัดของประเทศไทยโดยมีเจ้าแขวงเป็นผู้บริหารปกครองแขวงและได้มีเมืองเอกเป็นเมืองหลวงของแขวงในบันดาแขวงทั้ง17ของประเทศลาวไซสมบูรณ์เป็นที่ตั้งขึ้นล่าสุดโดยพึ่งตั้งขึ้นเมื่อปีพุทธศักราช2556ก่อนหน้านั้นไซสมบูรณ์มีสถานะเป็นเพียงแขกพิเศษโดยมีการบริหารระบบจัดการที่ต่างไปจากแขวงอื่นใดเพราะในพื้นที่มีกลุ่มชาติพันธุ์หรือชนกลุ่มน้อยอาศัยอยู่เป็นจำนวนมากจึงเมื่อรัฐบาลมองเห็นถึงความพร้อมจึงได้มีการจัดตั้งเขตพิเศษนี้ให้เป็นแขวงไซสมบูรณ์เพื่อให้สามารถแก้ไข้ปัญหาการปกครองระดับท้องถิ่นได้อย่างสะดวกไกล้ชิดและพูดถึงโดยหวังให้เขตพื้นที่นี้ได้รับการพัฒนาเช่นเดียวกัน

กับแขวงอื่นๆทั้งในด้านคุณภาพชีวิตเศรษฐกิจวัฒนธรรมสังคมการท่องเที่ยวและแนวคิดทางการเมืองแขวงใหม่ที่ได้จัดตั้งขึ้นนั้นได้มีกาจัดแบ่งและแยกรวมพื้นที่เขตพิเศษเดิมกับแขวงไกล้เคียงงทำให้มีเมืองอยู่ในเขตปกครองประมาณ5เมือง คือเมืองเล่อซาน เมืองโฮม เมืองล่องแจ้ง เมืองหม เมืองท่าโทม

โดยมีเมืองอนุวงเป็นเมืองเอกแขวงไซสมบูนซึ่งเป็นเพียงแขวงเดียวของประเทศลาวที่ไม่มีเขตติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้านโดยอยู่ห่างจากนครหลวงเวียงจันทรไปทางตะวันออกเฉียงเหนือประมาณราวๆ230กิโลเมตรเข๖แขวงนั้นมีพื้นที่ประมาณ8500ตาตรากิโลเมตรภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นเทือกเขาสลับซับซ้อนอุดมสมบูรณ์ไปด้วยป่าไม้

และโดยมียอดเขาสูงสุดชื่อภูเขาภูเบี้ย ซึ่งถือว่าเป็นภูเขาที่สูงที่สุดใน สปป ลาว คือมีระดับความสูงประมาณ2800เมตรจากระดับน้ำทะเลสภาพเช่นนี้ทำให้ภูมิอากาศโดยเฉลี่ยของแขวงค่อนข้างหนาวเย็นอยู่ตลอดโดยเฉพาะยอดภูเบี้ยเล่ากันว่าบนนั้นจะมีอุณหภูมิติดลบเย็นอยู่ตลอดทั้งปีแล้วเรื่องราวทั้งหมดนี้ก็เป็นเรื่องที่ สปป ลาว ได้ปกปิดมาอย่างยาวนานและไม่มีใครรู้มาก่อนเลยว่าที่ประเทศลานั้นก็มีแขวงที่ได้ก่อตั้งล่าสุดขึ้นมาด้วยและในกาสำตรวจของ สปป ลาว

ที่เต็มไปด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์และทางด้านธรรมชาติที่น่าอัศจรรย์ใจหากใครที่ชื่นชอบท่องเที่ยวในทางด้านประวัติศาสตร์ก็สามารถไปท่องเที่ยวและเดินทางไปได้เลยที่ประเทศ สปป ลาว ขอรับลองเลยว่าหากได้ไปแล้วจะติดใจและยังได้สัมผัสกับอากาศที่หนาวเย็นอีกด้วย

คุณรู้หรือไม่ว่าในประเทศเพื่อนบ้านของเรานั้นมีอะไรที่แปลกตาที่มันสามารถทำให้เรานั้นได้ตื่นเต้นไปกับความแปลกใหม่ของประเทศเพื่อนบ้านซึ่งคุณอาจจะไม่เชื่อก็ได้ว่าประเทศเพื่อนบ้านนั้นมีไอศครีมไข่จระเข้ที่สุดแปลกและอร่อยอีกด้วยนั้นก็ถือได้ว่าเป็นอะไรที่สุดแปลกเอาสะจริงๆ

รับจ้างนั่งรถ  

สำหรับที่กรุงจาการ์ตาเป็นเมืองหลวงของอินโดนีเซียได้มีกฏหมายว่ารถยนต์ที่วิ่งบนถนนหลักนั้นจะต้องมีผู้โยสารนั่งในรถมาด้วยห้ามต่ำกว่า3คนและด้วยเหตุนี้เองในทุกๆวันนั้นมันก็จะมีคนหัวใสทั้งชายแล้วก็หญิงและรวมไปถึงเด็กหลายร้อยคนได้มายืนเรียงแถวกันบนถนนในสายหลักในกรุงจาการ์ตาเพื่อรับจ้างนั่งเก๋งในช่วงที่ชั่วโมงเร่งด่วนกันอย่างมากและซึ่งหากว่าใครนั้นมาคนเดียวก็จะทำสัญญาณนิ้วเดียวและในส่วนที่มาเป็นคู่ก็จะชูสองนิ้วซึ่งคุณเชื่อไหมว่าอาชีพนี้ยังสามารถสร้างรายได้ให้กับพวกเขาได้ถึงวันละ10 – 15ดอลล่าร์หรือว่าประมาณ300 – 400เลยทีเดียวแต่ทว่าในปี2559หน่วยงาน

ด้านการจราจรของกรุงจาการ์ตาก็ได้ระงับนโยบายเหล่านี้ออกไปเพื่อลดความแออัดลงได้หรือไม่และถ้าหากว่าจำนวนรถยนต์ไม่ลดลงก็แสดงว่าระบบที่ใช้งานมาตั้งแต่ปี2546หรือกว่า10เนี่ยมันไม่ได้ผลแต่อย่างใดซึ่งสำหรับการยกเลิกนโยบายนี้ก็จะถือได้ว่าเป็นข่าวร้ายสำหรับของคนที่ทำมาหากินในอาชีพจ๊อกกี้ที่ว่านี้ซึ่งเพราะพวกเขาต้องขาดรายได้ถึง10000 – 15000ต่อเดือนเลยทีเดียว

ไอศกรีมไข่จระเข้  Crocodile Egg lce Cream 

มีอยู่วันหนึ่งได้มีสองสามีภรรยา ไดโน และ บิแอนกา รามอส เจ้าของร้าน “สวีท สปอต ก็ได้เกิดคิดไอเดียใหม่ขึ้นมาได้เอาไข่จระเข้นำมาเป็นไอศครีมโดยที่ทั้งคู่นั้นไม่ได้ทำร้ายจระเข้แต่อย่างใดเลยสักตัวอีกทั้งมันยังเป็นสัตว์ที่ไกล้จะสูญพันธุ์ก็ไม่ได้ทำร้ายจระเข้แต่อย่างใดแต่อย่าพึ่งเข้าใจผิดกันไป

เพราะว่าพวกเขานั้นจะใช้ไข่แดงของไข่จระเข้ที่เป็นไข่ฟกและไม่สามารถที่จะฝักออกมาเป็นตัวได้นำเอามาทำเป็นไอศครีมซึ่งพวกเขาได้เชื่อกันว่าไข่ของจระเข้นั้นจะมีไข่แดงถึง80%และมันมีประโยคต่อสุขภาพมากมากกว่าไข่ไก่สะอีกและถ้าหากว่าใครนั้น

 

ที่สนใจที่อยากจะลองไปชิมรสชาติไอศครีมไข่จระเข้เพื่อลองความแปลกใหม่ของไอศครีมจระเข้ก็สามารถไปชิมไอศครีมไข่จระเข้ได้ในประเทศฟิลิปปินส์ซึ่งถือได้ว่าเป็นเรื่องที่แปลกและมีแค่เพียงประเทศฟิลิปปินส์เท่านั้น

Collage Art  คืออะไร

Collage Art คืองานศิลปะอีกหนึ่งแขนงหนึ่งที่มีความนิยมเป็นอย่างมากไม่ว่าจะเป็นทั้งในไทยและต่างประเทศมีการใช้งานนี้เพื่อเป็นสื่อกลางของนักข่าวในสมัยก่อนที่พูดเกี่ยวกับการเมืองต่างๆเพราะต้องใช้ภาพเพื่อสื่อความหมายให้กับคนไม่รู้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยไม่กระทบต่อใครคนใดคนนึงอย่างจังจึงใช้  collage Art นี้เพื่อแสดงถึง อารมณ์ของผู้ที่ต้องการจะสื่อเหตุการณ์ต่างๆ

โดยการรวมอยู่ในภาพเดียวกันศิลปะอันนี้มีการทำแล้วมากมายหลายปีแล้วกลับหัวใจของงานชิ้นนี้ก็คือการนำภาพหลายๆภาพมารวมกันให้อยู่ในงานเดียวกันเพื่อสื่อไปทางทิศทางใดทิศทางหนึ่งอาจจะเป็นสิ่งที่ไม่ควรมาอยู่ด้วยกันแต่เมื่อนำมาอยู่ด้วยกันแล้วสามารถเข้ากันได้เป็นอย่างดีและสื่ออารมณ์ศิลปะใช้ในการถ่ายทอดจินตนาการต่างๆของผู้ที่ต้องการจะสื่อออกมาไม่ว่าจะเป็นทางใดทางหนึ่งการวาดการเขียนการระบายก็ถือว่าเป็นศิลปะแขนงหนึ่งเหมือนกันการทำ collage Art ไม่เพียงแต่ตื่นในสิ่งที่หาภาพได้ยากแล้วยังใช้ทำข่าวเมื่อก่อนนะข่าวในประเทศไทยใช้สิ่งนี้เพื่อสื่อความหมายต่างๆ

ทางการเมืองไม่ว่าจะเป็นการนำอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยมาแปะเข้ากับรถถังหรือทหารต่างๆเพื่อแสดงถึงการยึดอำนาจของประชาชนนั้นไม่มีกฎหมายที่สามารถทำอะไรสิ่งเหล่านี้ได้ก็ถือว่าเป็นการแสดงออกหรือแสดงจุดยืนของสื่ออีกอย่างนึงเพื่อให้คนได้รับรู้ข่าวสารที่เป็นจริงและเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมไทยมีการใช้อย่างหลักหลายตลอดมาจนระยะหลังมีการเลิกใช้ไปโดยสาเหตุหลักที่เลิกใช้ไปคือมีกฎหมายควบคุมสื่อที่ค่อนข้างเบาลงนั้นจึงเปิดช่องให้สื่อได้สามารถทำข่าวอย่างชัดเจน

 

ในปัจจุบันจะเป็นการแสดงอารมณ์ของศิลปินมากกว่า

ในการสิ่งนี้โดยการนำสิ่งของต่างๆมาตัดแปะภาพวิวทิวทัศน์ต่างๆภาพผู้คนในสมัยก่อนเป็นการเสียดสีทางอ้อมหรือแสดงไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่งศิลปะชนิดนี้ยังมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องอย่างไม่หยุดยั้งโดยการนำภาพวาดสี มารวมเข้ากับภาพพิมพ์ก็ทำให้เกิดสิ่งใหม่ๆขึ้นมาในวงการนี้การรวมภาพต่างๆถูกนำไปใช้ในการรวมภาพพิมพ์การแสดงงานของจิตรกรหรือศิลปินการนำไปใช้ปริ้นขายหน่วยงานต่างๆเพื่อเสริมรายได้ให้กับตัวเองหรือแม้แต่จับไปอยู่บนเสื้อผ้า หลายแบรนด์มีการปริ้นสิ่งนี้เข้าไปบนเสื้อยืดเพื่อขายให้กับลูกค้าต่างๆแต่ละกลุ่มหากใช้ภาพจริงก็คงต้องใช้งบประมาณล้านบาทเพื่อจ้างนายแบบนางแบบและต้องใช้ระยะเวลานานในการเดินทางไปในสถานที่ต่างๆ

แต่ในการตัดแปะเหล่านี้เราสามารถซื้อภาพจากแพลตฟอร์มออนไลน์ไหนกันมารวมกันได้นำมาตัดและแปะให้เป็นภาพเดียวกันเพื่อสื่อความหมายนำไปจำหน่ายไม่ว่าจะเป็นการพิมพ์การปริ้นการทำเป็นโปสการ์ดโปสเตอร์ต่างๆและที่สำคัญที่สุดก็คือการพิมพ์ลงบนเสื้อโดยในปัจจุบันมีการทำอย่างแพร่หลาย

กำแพงเบอร์ลินนั้นมีที่ตั้งอยู่ที่ประเทศเยอรมัน

ซึ่งกำแพงนี้เป็นสัญญาลักษณ์ถึงการแบ่งแยกความเป็นเยอรมัน กำแพงเบอร์ลินนั้นได้ถูกสร้างขึ้นในยุคของสงครามเย็น มีวัตถุประสงค์ในการสร้างก็คือ เพื่อเป็นการปิดกั้นพรมแดงของเยอรมันตะวันตก และเยอรมันตะวันออก ซึ่งความยาวของกำแพงนี้มีความยาวโดยรวมทั้งสิน 155 กิโลเมตร เป็นความยาวที่ยาวจะสามารถปิดกั้นและแบ่งเขตเยอรมันนีได้ ถูกสร้างขึ้นในปี .. 1961

เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 1961 หรือประมาณปี ..​2504    ราวๆเกือบ 60 ปีที่ผ่านมา แม้ว่าปัจจุบันกำแพงเบอร์ลินจะได้ถูกทำลายลงไปแล้ว ในวันที่ 29 พฤศจิกายน ปี 2532 หรือเมื่อประมาณเกือบ 31 ปีที่แล้ว หลังจากที่ถูกใช้งานมานานถึง 28 ปีที่กำแพงแห่งนี้ได้แบ่งแยกความเป็นเยอรมันนีจนเกือบสมบูรณ์

กำแพงแห่งนี้เป็นสัญญษลักษณ์แหางความขัดแย้งระหว่างระบบทุนนิยมแบบยุโรปตะวันตก โดยมีแกนนำเป็นสหรัฐอเมริกา และ ระบบคอมมิวนิสต์ของยุโรปตะวันออก ภายใต้แกนนำของสภาพโซเวียต ซึ่งปัจจุบันได้ล่มสลายกลายเป็นประเทศรัสเซียในที่สุด ซึ่งเราจะเรียกความขัดแย้งนี้ว่าสงครามเย็นที่ยังส่งผลมาถึงยังปัจจุบันอยู่

แต่เมื่อในอดีตนั้นสงครามเย็นได้มีอิทธิพลต่อคนทั่วโลกเป็นอย่างมากเพราะเป็นแข่งขันความเป็นมหาอำนาจกันระหว่าง สหรัฐอเมริกา และสภาพโซเวียต 

นับตั้งแต่มีการสร้างกำแพงเบอร์ลินขึ้นมาการข้ามดินแดนระหว่างเยอรมันตะวันตก และเยอรมันตะวันออก นั้นถือเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมายอย่างร้ายแรง เพราะโ?ษเพียงสถานเดียวของผู้ที่พยายามจะข้ามกำแพงนี้คือยิงทิ้งเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ถือเป็นความโฆดร้ายที่เราไม่สามารถรับได้ในยุคนี้ โดยมีการคาดการณ์ว่ามีนักโทษที่ถูกยิงทิ้งจากการหลบหนีเพื่อข้ามกำแพงเบอร์ลินแห่งนี้สูงถึงราว 200 กว่าคน และมีการหลบหนีกันถึง 5,000 กว่าครั้ง เพราะในช่วงแรกๆนั้นกำแพงเบอร์ลินยังเป็นเพียงลวดหนามให้ขึงกั้นชายแดนอยู่ ทำให้การหลบหนีในช่วงแรกๆนั้นเป็นไปได้อย่างง่ายดาย

บางคนก็กระโดดข้ามลงมาตึกที่ถูกสร้างอยู่ตรงบริเวณของกำแพง

แต่เพียงไม่นานกำแพงก็ได้ถูกสร้างให้มีความแข็งแกร่งขึ้น ซึ่งกำแพงแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นจากคอนกรีตที่มีความแข็งแรงและยากต่อการหลบหนีข้ามแดน ส่วนตึกต่างๆที่ตั้งอยู่ใกล้กันกับกำแพงก็ถูกทำลายบ้างก็ถูกปิดตายจนหมด การสร้างกำแพงเบอร์ลินนั้นถือว่าเป็นความยากอย่างยิ่งเพราะเนื่องจากเป็นกำแพงที่มีความยาวเป็นอย่างมาก แต่ว่าความยากที่เหนือกว่าการสร้างกำแพงคือการหลบหนีข้ามกำแพงต่างหาก

เพราะหลังจากที่กำแพงมีความแข็งแกร่งขึ้น ผู้คนก็สรรหาวิธีการต่างๆที่จะข้ามdecr’csj’ouhอย่างน่าเหลือเชื่อ เช่น การข้ามกำแพงด้วยบอลลูน สร้างสลิงเพื่อข้ามกำแพง ขุดหลุมเป็นอุโมงเพื่อลอดใต้กำแพง หรือแม้กรทั้งว่ายน้ำข้ามฝั่งมา

แต่อย่างไรก็ดีกำแพงแห่งนี้ก็ได้ถูกทำลายลงไปแล้วเนื่องจาก ประธานาธิปดีของสภาพโซเวียตอย่างนายมัฮาอิล กอร์บาชอฟ ได้มีการลองปฏิรูปการปกครองดูให้เป็นแบบประชาธิปไตย อีกทั้งยังมีการชุมนุมเกิดขึ้นยังบริเวณใกล้กับกับกำแพงเบอร์ลินฝั่งตะวันออก ทำให้ทางเยอรมันนีฝั่งตะวันออกได้รับความกดดันอย่างมาก จากหลายปัจจัย และในที่สุดก็ได้ทำลายกำแพงแห่งนี้ลง เหลือเอาเป็นเพียงเรื่องเล่าทางประวัติศาสตร์ให้เราได้ศึกษากัน 

สำหรับเรื่องนี้ถือว่าเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่เรานั้นไม่เคยรู้มาก่อนและเราก้ไม่เคยรู้จากที่ไหนเพราะเรื่องที่เรานั้นจะพูดก็คือเรื่องของ ไดโนเสาร์หลายคนเองก็เคยได้ดูหนังเรื่องไดโนเสาร์มาแล้วทำให้หลายคนก้อยากรู้เรื่องไดโนเสาร์อยู่บางเพราะในหนังนั้นได้มีการทำภาพที่ใหญ่และหน้ากลัวและลักษณะทางกายภาพของมันทำให้หลายคนนั้นต้องตื่นตาตื่นใจในอดีคอย่างไดโนเสาร์และวันนี้เรามีข้อมูลที่น่าสนใจและประหลาดใจ

คนแรกที่ค้นพบไดโนเสาร์ในปี1822 ดร.กิเดียน Gideon Alqernon Mantell

แพทย์ชาวอังกฤษที่กำลังรักษาผู้ป่วยอยู่ ภรรยาของเขาก็ออกไปเดินเล่นรอบๆบ้านเธอก็พบก้อนหินที่มีลักษณะที่คล้ายเคียอยู่ในโรงเก็บเครื่องมือเมื่อ  ดร.แมนเทล เห็นก้อนนั้นเขาก็รู้ทันทีว่าเป็นฟอสซิลที่มีความสำหรับมากเขาจึงทุ่มเทให้กับการวิจัยฟอสซิลเพื่อศึกษาการดำรงชีวิตของไดโนเสาร์ในที่สุดการมีชีวิตอยู่ของไดโนเสาร์ก็การพิสูจน์ด้วยหลักฐานฟอสซิลไดโนเสาร์ lquaodon ที่ถูกค้นพบโดย ดร.แมนเทลและภรรยา

หลังจากนั้นนักวิทยาศาสตร์ก็จะพิสูจน์การอยู่ของไดโนเสาร์และประวัติศาสตร์โลกจากร่องรอยที่ถูกสะสมอยู่ในชั้นตะกอนดินเมื่อค้นพบร่องรอยตะกอนดินของไดโนเสาร์ถูกทับถมอยู่ในชั้นตะกอนดินพวกเขาจะขุดร่องรอยเหล่านั้นเพื่อนำมาวิจัยการมีอยู่ของไดโนเสาร์ ในปี1917 ได้ค้นพบไดโนเสาร์ทั้งสิ้น650สกุลจากนั้นก็ถูกค้นพบขึ้นอีกประมาณ20สกุลสันนิษฐานในมหายุคนั้นอาจจะมีไดโนเสาร์มากถึง900 1200สกุล

ไดโนเสาร์กินหินเพื่อช่วยย่อย

พืชนั้นมีส่วนประกอบหลักที่ย่อยยากนกซึ่งไม่มีฟันให้บดเคียจึงต้องกลืนลงไปไดโนเสาร์ก็เช่นกันมันย่อยอาหารพวกใบไม้เหนียวๆได้เพราะมันกลืนกรวดที่เรียกว่าGastrolithเข้าไปพอกรวดหมดคมและไม่สามารถบดอาหารได้อีกไดโนเสาร์จะคายกรวดออกมาแล้วกลืนก้อนกรวดเข้าไปใหม่แทนเมื่อพวกมันกินผลไม้กิ่งไม้และใบไม้ก้อนกรวดที่อยู่ในกระเพราะจะกระแทกกันไปมา

จึงช่วยบดอาหารทำให้การย่อยไปได้ดีขึ้นนักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่าในฟอสซิลของไดโนเสาร์นั้นมีกรวดในท้องถึง64ก้อนสำหรับเรื่องราวที่เป็นตำนานยาวนานแบบไดโนเสาร์นั้นอันที่จริงก็ไม่มีใครที่จะบ่งบอกและชี้ชัดได้กว่านี้อีกแล้ว

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่เชื่อก็เพียงเพราะเราได้ค้นพ้นซากกระดูกของมันนั้นถือว่าเป็นหลัดฐานที่สำคัญที่สามารถยืนยันได้ถึงการมีตัวตนของมันและเป็นการยืนยันได้ว่าในสมัยก่อนมีจริงๆ แต่ทว่าในสมัยนี้เราก็ไม่อาจเห็นได้อีกแล้วและถึงว่าเรื่องราวของมันก็ยังคงน่าศึกษาและหาคำตอบได้อีกนาน

ประเพณีบุญบั้งไฟ

เป็นประเพณีที่จัดงานต่อๆกันมาเป็นประจำทุกปีตั้งแต่สมัยพุทธกาล เมื่อถึงช่วงเดือนหกของไทยหรือก็คือช่วงเดือนพฤษภาคม ตามเดือนสากลปัจจุบัน  ซึ่งประเพณีนี้จะเกิดขึ้นในประเทศไทยและประเทศลาว โดยหากเป็นประเทศไทยจะมีการจัดงานในจังหวัดในทางภาคอีสาน ซึ่งประเพณีบุญบั้งไฟ ถือว่าเป็นประเพณีที่สำคัญอย่างยิ่ง

โดยมีความเชื่อกันว่าการจัดงานบุญบั้งไฟก็เพื่อแสดงถึงความเคารพต่อพระเจ้าแถน ซึ่งท่านเป็นผู้ดูแลเรื่องฝนให้ตกต้องตามฤดูกาล และพระเจ้าแถนท่านชอบเกี่ยวกับการไฟมาก ดังนั้นตั้งแต่สมัยโบราณมาแล้วจึงมีการจัดงานบุญบั้งไฟนี้ขึ้นเพื่อเป็นการบูชาพระเจ้าแถน และยังมีความเชื่อต่อต่อกันมาอีกว่าหากปีไหน ไม่จัดงานบุญบั้งไฟ ปีนั้นจะแล้งแค้น ฝนจะไม่ตกต้องตามฤดูกาล

ดังนั้นเพื่อไม่ให้ประสบกับปัญหาฝนแล้ว ประชาชนชาวภาคอีสานจะมักจะรวมกันตัวมาจัดงานบุญบั้งไฟนี้ขึ้น  สำหรับงานประเพณีบุญบั้งไฟนี้แต่เดิมเป็นการจัดงานเฉพาะชาวหมู่บ้านในจังหวัดภาคอีสานเท่านั้น ต่อมาเมื่อมีการเจริญมากขึ้นก็มีการประชาสัมพันธ์งานให้มีคนรู้จักมากขึ้น แต่เดิมที่เคยมีคนมาร่วมงานเฉพาะคนในหมู่บ้านก็มีการขยายมาเป็นจังหวัดใกล้เคียงมาร่วมงานด้วย

แต่ปัจจุบันประเพณีบุญบั้งไฟ

ถือว่าเป็นประเพณีที่ยิ่งใหญ่ของภาคอีสานเลยที่เดียว ผู้คนจากทั่วไทยรวมถึงประชาชนชาวลาว หรือประเทศใกล้เคียงจะเดินทางมาร่วมงานบุญบั้งไฟกันถ้วนหน้า มีการจัดงานกันหลายวันหลายคืน กลายเป็นศูนย์รวมการท่องเที่ยวได้เลย เพราะเมื่อใกล้ถึงวันงาน บรรดาโรงแรมต่างๆในจังหวัดจะมีการถูกจับจองจากนักท่องเที่ยวให้ทำให้โรงแรมเต็มหมดทุกที ซึ่งภายในงานที่จัดงานบุญบั้งไฟ

จะมีการตกแต่งภายในงานอย่างสวยงาน มีการประกวดบั้งไฟว่าบั้งไฟของใครจะสวยมากว่ากัน ซึ่งแต่ละอำเภอก็จะจัดบั้งไฟของตัวเองมาประกวดรวมทั้งสิ้น 9 อำเภอ และยังมีประกวดกองเชียร์บั้งไฟ

และที่ขาดไม่ได้คือการประกวดธิดาบั้งไฟ ซึ่งจะมีการส่งสาวงามเข้าประกวดกันเป็นจำนวนมากสร้างความคึกคักให้กับคนภายในงานอย่างมากมาย และหากใครที่เข้าไปเยี่ยมชมภายในงานก็จะมีร้านค้านำสินค้ามาขายมากมายทั้งของกินและของใช้ ซึ่งภายในงานจะมีการจุดบั้งไฟเรื่อยๆเพื่อเป็นการสีสันต์ให้กับงาน ที่สำคัญจะมีการเดินขบวนแห่บั้งไฟเพื่อให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมงานบุญบั้งไฟในครั้งนี้หากใครที่ยังไม่เคยลองไปชมงานก็อย่างพลาดงานของปีนี้นะคะ