ในการนั่งขัดสมาธิ เราจะกลับสู่กิจกรรมเบื้องต้นของการสร้างอีกครั้ง การสร้างน่าจะมีสามแบบ แบบแรกคือการตระหนักในตัวเองหลังจากที่ปฏิบัติซาเซนเสร็จแล้ว เวลาที่นั่ง เธอจะไม่ได้เป็นอะไรเลย ไม่รู้แม้กระทั่งว่าเธอคือใคร แค่นั่งเท่านั้น แต่เมื่อเธอยืนขึ้นนั่นไงละ เธออยู่ที่นั่นแล้ว นี่คือขั้นแรกสุดของการสร้าง เมื่อเธออยู่ที่นั่น ทุกสิ่งทุกอย่างก็จะอยู่ที่นั่น ทุกอย่างถูกสร้างขึ้นทันทีทันใด เมื่อเธอเกิดขึ้นจากความไม่มีอะไร เมื่อทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นจากความไม่มีอะไร เธอจะเห็นทุกสิ่งทุกอย่างสดใหม่ นี่คือการไม่ยึดติด

การสร้างแบที่สอง คือ เมื่อเธอทำหรือผลิตหรือเตรียมสิ่งใด เช่น อาหาร หรือชา การสร้างแบบที่สาม คือ การสร้างบางสิ่งบางอย่างจากภายในตัวเธอเอง เช่น ความรู้ วัฒนธรรม หรือศิลปะ หรือระบบอะไรบางอย่างสำหรับสังคมของเรา เพราะฉะนั้น สรุปว่าการสร้างมีสามแบบ แต่ถ้าเธอลืมแบบแรก ซึ่งเป็นการสร้างที่สำคัญที่สุด อีกสองแบบจะเหมือนกับเป็นเด็กที่ไม่มีพ่อแม่ และการสร้างทั้งสองแบบก็จะไร้ความหมายไปในที่สุด

ปกติแล้วทุกคนจะลืมซาเซน ทุกคนลืมพระเจ้า และพยายามอย่างหนักกับการสร้างแบบที่สองและสาม โดยที่ไม่มีพระเจ้าช่วย พระเจ้าจะทรงช่วยได้อย่างไรเล่า เมื่อพระองค์เองก็ไม่ทรงตระหนักว่าพระองค์คือใคร นี่คือเหตุผลว่าทำไมจึงมีปัญหามากมายในโลกนี้ เมื่อเราลืมต้นกำเนิดของการสร้างพวกเรา เราก็เหมือนเด็กที่ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรเมื่อเสียพ่อแม่ไป

ถ้าเธอเข้าใจทานปรัชญาปารมิตา เธอจะเข้าใจว่าพวกเราสร้างปัญหามากมายให้กับตัวเองอย่างไร แน่นอน การมีชีวิตคือการสร้างปัญหา ถ้าเราไม่ได้มาปรากฏในโลกนี้ พ่อแม่ก็ไม่ต้องมาลำบากกับเรา แค่เราโผล่ขึ้นมาเท่านั้น เราก็สร้างปัญหาให้กับพ่อแม่แล้ว แต่เอาเถอะ ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนสร้างปัญหาทั้งสิ้น

อย่างไรก็ตามคนมักจะคิดว่าถ้าตายไป ทุกอย่างก็จบ ปัญหาก็ได้หมดไป ทว่าการตายของเธอก็อาจสร้างปัญหาได้เช่นกัน ความจริงแล้ว ปัญหาของพวกเราครได้รับการแก้ไขหรือขจัดให้หมดไปในชาตินี้ แต่ถ้าเราตระหนักว่าสิ่งที่เราทำหรือสร้างขึ้นนั้นคือของขวัญจาก ฉันใหญ่ เมื่อนั้นเราจะไม่ยึดติดกับมัน และไม่สร้างปัญหาให้กับตัวเราเองหรือผ็อื่น

เดิมทีเราจะรวบตึงย่านคลาร์กคีย์เข้ากับซิตี้ฮอลล์ แต่หลังจากสำรวจอย่างละเอียดก็พบว่า คลาร์กคีย์และบริเวณโดยรอบนั้นมีดีอยู่พอตัว ไม่ว่าจะเป็นสวนสาธารณะฟอร์ตแคนนิงหรือย่านพิพิธภัณฑ์ จึงตัดสินใจซอยสารบัญ ขยำคลาร์กคีย์และย่านบริวารให้เป็นหนึ่งเดียว เหมาะเป็น One Day Trip สำหรับผู้ที่อยากแสวงหาความรู้ ธรรมชาติ และเสงสียามค่ำคืนไปพร้อมๆกัน

CLARKE QUAY ปัจจุบันช็อปเฮ้าส์และโกดังเก่าทั้งห้าบล็อกนี้ กลายเป็นศูนย์รวมความบันเทิง ร้านอาหารและบาร์เตมรูปแบบตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำสิงคโปร์ และตั้งชื่อตามผู้ปกครองเมืองคนที่สองคือ เซอร์แอนดรูว์ คลาร์ก Sir Andrew Clarke หากคุณแวะไปชมยามกลางวัน เธอจะดูเรียบร้อยและอ่อนหวาน แต่ถ้านัดเจอยามค่ำคืน จะกลายร่างเป็นสาวเปรี้ยว รักสนุก และเปิดเผยเชียวล่ะ

ผับ บาร์และร้านอาหารเป็นไฮไลต์ที่น่าตื่นตาของคลาร์กคีย์ เครื่องเล่นชวนเสียว G-MAX Reverse Bungy กับ GX-5 Extreme Swing ก็มีให้ลอง หรือ จะไปถ่ายรูปสวยๆที่ลานน้ำพุก็ยังได้ ยามเย็นขณะพระอาทิตย์กำลังตกดิน คลาร์กคีย์กับฉากหลังซึ่งเป็น เรือข้ามฟากเป็น A Must ที่ห้ามหลุดจากแผนเลยล่ะ ร้านนี้ต้องออกสถานี Clarke Quay ทางออก C แล้วก็เป็นสถานที่ที่เปิดทุกวัน แต่ที่นี่มีเวลาเปิดปิดที่ซอยย่อยหน่อย จันทร์ถึงพฤหัสบดี เปิดบ่ายหนึ่งถึงตีหนึ่ง วันศุกร์จะปิดช้ากว่าเป็นตีสอง วันเสาร์นั้นจะเปิดเที่ยงวันถึงตีสามเลย แล้ววันอาทิตย์จะปิดเร็วกว่าเป็นตีสอง

MCI (MINISTRY OF COMMUNICATIONS & INFORMATION) กระทรวงข่าวและข้อมูลของเมืองแห่งนี้รวบรวมงานดีไซน์ เทคโนโลยีสารสนเทศ สื่อประชาสัมพันธ์และอีกหลายอย่างไว้ให้ประชาชนได้ศึกษา บานหน้าต่างกว่าร้อยบานทาด้วยสีรุ้งสดใส ทำให้ดู ติสท์ ขึ้นมาทันที อาคารสไตล์นีโอคลาสสิกที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้นี้มีผู้คนแวะเวียนมาถ่ายรูปและโหลดลงเฟซบุ๊กกันอ่างมากมาย ชั้นหนึ่งของอาคารเปิดเป็นแกลเลอรี่งานศิลปะให้ชม แถมด้วยมุมเก๋กับร้านการแฟสงบน่านั่งอีกด้วย ร้านนี้ต้องออกสถานี Clarke Quay ทางออก C แล้วก็เป็นสถานที่ที่เปิดทุกวัน

 

 

สนับสนุนโดย  แทงบอลไม่มีขั้นต่ำ

นี่คืออุปกรณ์เสริมที่จะช่วยให้เราได้ภาพที่ดีขึ้นในบางสถานการณ์ ที่ผมอยากจะแนะนำให้ทุกคนควรจะมีไว้ ประโยชน์ของมันนั้นมากมายยิ่งนัก แต่หลักๆก็เพียงแค่การให้แสงสว่าง แต่ว่าแสงสว่างนี่แหละที่เป็นเรื่องสำคัญของการถ่ายรูปยังไงล่ะ เจ้าไฟ LED นี้มีอยู่หลายแบบนะ ทั้งแบบที่เสียบบนหัวกล้องได้ เป็นแบบ Portable เล็กๆพกกันง่ายๆ ซึ่งจะเป็นตัวที่ผมจะแนะนำให้หากันมา ส่วนอีกแบบนั้นเป็นแบบบ้องใหญ่ๆ ที่เป็นเหมือนไฟสปอร์ตไลท์ ซึ่งนั้นนี้ขอไม่นับเป็นของในกระเป๋ากล้องนะ เพราะมันยัดไม่ได้แน่ๆ หนึ่ง อีกทั้งส่วนมากจะเป็นแบบเสียบหัวกล้องไม่ได้ ต้องยึดกับขาตั้งกล้องเพื่อความมั่นคงนั้นเอง

แล้วมันเอาไว้ทำอะไร ก็เอาไว้จัดแสงให้กับตัวแบบ ที่ต้องเป็นการเป็นงาน แบบจัดได้ Real Time เลย ซึ่งใช้งานต่างจากแฟลชนะอย่าเอาไปรวมกัน ส่วนแบบตัวเล็กๆ หรือว่าใหญ่แต่เป็นแผ่นสามารถติดหัวกล้องได้ อันนั้นเป็นการพกพอเพื่อแก้ขัดสำหรับคนที่ไม่ได้พกแฟลชนั้นเอง

เจ้าหัวไฟ LED นี้เป็นของที่ใช้แก้ขัดของจริงเลยนะ เพราะว่าใครก็ตามที่ต้องการเจ้าตัวนี้มาใช้ทดแทนแฟลชเลยนั้น เป็นไปไม่ได้เลย อย่างที่บอกไป ความสามารถของ LED Portable แบบนี้ ไม่ถึงขั้นทดแทนแฟลชได้อย่างแน่นอน เพราะว่าแฟลชรุ่นใหญ่ๆนั้นเป็นอะไรที่รุนแรงมาก ถ้าจะใช้เป็นไฟทดแทนละก็ เรียกว่าต้องมีเป็นสปอร์ตไลท์เลยล่ะ แล้วมันจะยิ่งตัวใหญ่แล้วก็ยิ่งลำบากในการพกพากว่าแฟลชอีกด้วย เพราะฉะนั้นอย่าคิดจะเอามาทดแทนแฟลช แต่มันให้แสงสว่างในยามที่เราต้องการมันพอได้นะ แบบว่ามืดไปจนทำให้ชัตเตอร์ต่ำ เราก็สามารถนำมาส่องได้

และจะบอกว่าไม่จำเป็นที่จะต้องอยู่บนหัวกล้องนะ เพราะมันก็ไม่ได้ Sync อะไรกับตัวกล้องเลย มันเป็นเพียงไฟเฉยๆเลยนี่แหละ ไม่ต้องห่วงเลย แต่ว่าเวลาที่เราใช้ติดบนหัวกล้องนั้นจะทำให้ทำหน้าที่ใช้แก้ขัดแทนแฟลชได้อยู่ในระยะประมาณ ไม่เกินสามเมตร มันจะอ่อนเกินไป เปรียบเทียบง่ายๆคือการใช้ไฟจากมือถือนั้นแหละ เพียงแต่มือถือนั้นมีแสงที่ไม่กว้าง

เจ้าตัว LED ขนาดที่พอเหมาะจะให้แสงที่ดีกว่า รวมทั้งประโยชน์ของมันที่เกี่ยวข้องกับการถ่ายภาพอีกด้วย เช่นการใช้แทนไฟฉายในการเดินในที่มืด และที่ผมชอบที่สุดคือ เอาไว้ให้แฟนผมใช้แต่งหน้า ใช้ได้เลย มีประโยชน์เหลือเกิน แต่ว่าสิ่งที่ต้องระวังเกี่ยวกับการเลือกซื้อมันนะ ก็คือเรื่องของแบตเตอรี่ ถ้าเกิดว่าใช้ถ่าน ก็คงต้องเปลืองหน่อยแหละ แต่ถ้าเป็นแบบชาร์ตก็จะไม่เปลือง แต่หมดเร็วกว่าถ่านหน่อย แล้วก็ยังมีเรื่องของแบบแสงอีกนะ มีแบบเป็นสีขาวอย่างเดียว แบบสีเหลืองกับขาวที่ปรับระดับได้ และแบบเป็นสีเลย

ย่าเหลเป็น สุนัขพันธ์ทางสีขาว มีขนปุกปุย มีสีดำแต้ม หูตก เกิดที่เรือนจำในจังหวัดนครปฐม แต่ก่อนเป็นสุนัขของหลวงโพเคหะนันทร์ ตำแหน่งผู้คุมนักโทษ และในตอนนั้น รัชกาลที่๖ ทรงเป็นแค่พระบรมโอรสาธิราชได้เดินทางไปเยี่ยมเรือนจำ และได้เห็นสุนัขตัวนี้เข้า จึงเกิดความชอบ และผู้คุมเรือนจำจึงได้นำถวายให้แก่ พระองค์มา และทรงประทานชื่อให้ว่าย่าเหลซึ่งแปลว่ามิตรแท้

และทรงเลี้ยงมาตั้งแต่นั้น ด้วยความฉลาดของย่าเหลจึงเป็นที่โปรดปราณของรัชกาลที่๖ เป็นอย่างมาก ด้วยนิสัยจงรักถักดีต่อนายและเป็นสุนัขแสนรู้ เมื่อมีทหารแต่งกายมาถูกต้องหรือไม่ถูกระเบียบ ย่าเหลก็จะกัดบุคลนั้นทันที่ต่อหน้าพระองค์เลยก็ว่าได้ ซึ่งสร้างความอับอายต่อผู้ถูกกัดเป็นอย่างยิ่ง

ในบางครั้งที่พระองค์เสด็จออกไปไหน และไม่ได้นำย่าเหลไปด้วยก็จะถูกพวกมหาดเล็กบางคนที่จ้องจะทำร้ายก็มี และย่าเหลยังชอบออกหนีเที่ยวจนพระองค์ต้องให้ออกตามหาถึงหลายครั้ง จนต้องทำป้ายแขวนคอบอกว่าเป็นสุนัขของพระองค์ให้นำมาคืน ก็จะให้รางวัลแก่ผู้พามา และด้วยความที่ย่าเหลเป็นสุนัขที่ขี้ประจบ ประกอบกับทำหน้าที่เหมือนทหารรักษาพระองค์คนหนึ่ง จึงทำให้มีการไม่ชอบในตัวย่าเหลเป็นอย่างมาก

ถูกรอบสังหาร

ได้มีมหาดเล็กคนหนึ่งถูกไล่ออกไปเพราะไม่ซื่อสัตว์ และได้กลับเข้ามาในวัง แต่ย่าเหลได้กลิ่นจึงเข้าไปกัดและกระชากพาร่างมาเข้าเฝ้า แต่โชคดีที่มหาดเล็กคนนั้นไม่มีอาวุธอาไรมาด้วยจึงได้รับการปล่อยตัวไป และอยู่มาได้ไม่กี่เดือน ย่าเหลได้ตามเสด็จไปทอดกฐินที่วัด ราชบพิตร ย่าเหลได้ตามตัวเมียไป หรือถูกล่อด้วยตัวเมียไม่อาจทราบได้ ข้ามคลองไปยังสวนเชตถ์ข้างวังสราญรมย์ และไปถูกยิงตายที่นั่น

และไม่สามารถจับคนร้ายได้ จึงสร้างความเสียพระทัยให้แก่รัชกาลที่๖ เป็นอย่างมาก และโปรดให้แห่ขบวนศพไปยังวัดพระปฐมเจดีย์ และโปรดให้สร้างรูปหล่อด้วยทองเหลือเท่าตัวจริง และตั้งอนุสาวรีย์นี้ไว้ที่หน้าตำหนักชาลีมงคลอาสน์ และได้บรรจุกระดูกย่าเหลไว้ที่ใต้ฐานพร้อมคำกลอน ในพระราชวังสนามจันทร์

รูปปั้นของย่าเหลยังคงอยู่ที่พระราชวังสนามจันทร์ และได้มีการตั้งหีบบรรจุศพของย่าเหล ที่ลวดลายสวยงามให้ได้ชมกันในพิพิธภัณฑ์สถานพระปฐมเจดีย์ ถึงย่าเหลจะเป็นหมาข้างถนนแต่มีความจงรักภักดีต่อเจ้านายถึงตัวจะตายแต่ชื่อก็ยังอยู่ให้ลูกหลาน รู้ถึงความดีความซื่อสัตว์ของหมาที่มีต่อเจ้าของ

ในสมัยสมเด็จพระสรรเพชญ์ที่  8พระมหากษัตริย์พระองค์ที่ 2 ตอนปลายสมัยอาณาจักรอยุธยา  โดยพันท้ายนรสิงห์เป็นผู้ที่มีชื่อเสียงในทางด้านความซื่อสัตย์  หรือว่าอีกชื่อหนึ่งคือ พระเจ้าเสือนั่นเอง

โดยพันท้ายนรสิงห์ มีชื่อเดิมว่า สิน นั้นเป็นชาวบ้านนรสินห์ เป็นคนวิเศษชันชาญ และมีเมียชื่อ  นวล หรือว่าศรีนวล ได้รู้จักกับพระเจ้าเสือด้วยการแข่งขันการชกมวยไทยกัน เมื่อพระองค์แปลงองค์มาเป็นชาวบ้านธรรมดาและพระองค์ได้ทรงชอบอุปนิสัยใจคอของนาย สิน และต่อมานั้นนายท้ายเรือพระที่นั่งของพระเจ้าเสือ  ได้บรรดาศักดิ์ พัน  

   และเมื่อครั้งที่พระเจ้าเสือนั้นจะเสด็จโดยนั่งพระเรือพระที่นั่งเอกไชย  ประพาสเพื่อทรงเบ็ด ณ ปากน้ำเมืองสาครบุรี เมื่อเรือนั้นถึง ตำบล โคกขามนั้นซึ่งเป็นคลองที่คดเคี้ยวและมีกระแสน้ำที่เชี่ยวอย่างมาก  พันท้ายนรสิงห์ซึ่งถือท้ายเรือพระที่นั่งไม่มีความสามารถที่จะคัดเรือหรือว่าแก้ไขได้ทันจึงทำให้พระที่นั่งกระทบกับกิ่งไม้หักลงตกลงไปในน้ำ ซึ่งพันท้ายนรสิงห์นั้นได้กระโดดขึ้นฝั่งแล้วกราบทูลให้ลงพระอาญาตามที่กำหนดไว้ถึงสามครั้ง โดยครั้งแรกนั้นพระเจ้าเสือนั้นพระราชทานอภัยโทษเพราะเห็นว่าเป็นอุบัติเหตุสุดวิสัย

ส่วนครั้งที่สองก็ทรงสั่งให้สร้างปูนปั้นปลอมแล้วทรงตัดหัวรูปปั้นนั้นแทน  แต่ด้วยท้ายที่สุดนั้นก็ทรงตรัสและสั่งให้ประหารชีวิตพันท้ายด้วยการตัดหัวของพันท้ายนรสิงห์ตามคำขอในเวลาเช้าตรู่ ตรงกับวันขึ้น 9ค่ำเดือน 3 พ.ศ 2247 แล้วสร้างศาลไม้ขนาดเล็ก เป็นศาลไม้ในปัจุบัน หลังคานั้นมุงกระเบี้องดินเผาหางมลพื้นศาลนั้นยกเป็นไม้ 2 ชั้น มีเสารองรับ 6 เสา พร้อมกับหัวของพันท้ายนรสิงห์และโขเรือเอกไชยขึ้นตั้งไว้บูชาพร้อมกัน และในภายหลังพระเจ้าเสือได้ทรงให้พระยาราชสงคราม  ได้คุมไพร่พลจำนวนหนึ่งไปขุดคลองลัดคลองโคกขามที่คดเคี้ยวไปออกที่บริเวณแม่น้ำท่าจีน กว้าง 5 วา ลึก 6 ศอก

สร้างเสร็จในสมัยพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ พ.ศ 2252 และทรงได้พระราชทานคลองนี้ว่า คลองสนามไชย และในเวลาต่อมานั้นเรียกว่า คลองมหาชัย และซึ่งในเวลาต่อมานั้นได้เรียกว่าคลองด่าน และในปัจจุบันนี้ชาวบ้านฝั่งธนบุรี เรียกชื่อว่า คลองด่าน 

 อุทยานประวัติศาสตร์พันท้ายนรสิงห์   เป็นอีกหนึ่งสถานที่ประวัติศาสตร์ และตอนนี้ตั้งอยู่ที่  ตำบลพันท้ายนรสิงห์ อำเภอสมุทรสาคร จังหวัด สมุทรสาคร ซึ่งเป็นอีกหนึ่งจุดที่เชื่อกันว่าพันท้านนรสิงห์นั้นถูกประหารชีวิตเพราะเนื่องจากศิลปากรร่วมร่วมด้วยโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ได้เจอท่อนไม้ท่อนหนึ่งที่ยาวราว 80 เซนติเมตรที่เชื่อว่าเป็นโขนเรือเอกไชยซึ่งมีร่องรอยเสียหาย และเชื่อกันว่าหน้าจะเป็นหลักประหารชีวิตพันท้ายนรสิงห์  และยังมีศาลเจ้าแม่ศรีนวล ผู้ที่เป็นเมียของพันท้ายนรสิงห์และมีรูปเหมือนของพระเจ้าเสือ และพันท้ายนรสิงห์ที่กราบทูลพระราชทานอาญาโทษประหารชีวิต 

ประเพณีสารทเดือนสิบ หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ประเพณีชิงเปรต

เป็นประเพณีของภาคใต้ ในจังหวัดนครศรีธรรมราช โดยมีเรื่องของความเชื่อเเละทางพระพุทธศาสนามาเกี่ยวข้องด้วย ประเพณีสารทเดือนสิบจะจัดขึ้นในเดือนตุลาคม เป็นการทำบุญอุทิศส่วนบุญกุศลไห้กับญาติในครอบครัวที่ล่วงลับไปนานเเล้ว โดยเฉพาะในนรก คนใต้เชื่อว่า ญาติของตนเองตกนรก กลายเป็นเปรต เเละได้รับการปล่อยตัวในวันนั้น ในวันเเรกของประเพณีชาวบ้านจะจัดอาหารไปถวายพระเเละทำบุญ เรียกวันนี้ว่าวันรับตายาย ก็จะมีพวกขนมลา ขนมพอง ขนมไข่ปลา ส่วนของในครัวก็จะมีพวกกะปิ ข้าวสาร พริก ขมิ้น เป็นต้น

ซึ่งการทำบุญด้วยสิ่งของเหล่านี้ ชาวบ้านเชื่อว่าญาติที่ตายไปเเล้วจะได้มีสิ่งของพวกนี้ไว้ใช้ โดยจะนำสิ่งของพวกนี้ขึ้นไปไว้ข้างบนไห้สูงขึ้นไป ไห้พอๆกับตัวของเปรตเลยก็ว่าได้ เรียกว่า ร้านเปรต โดยจะมีสายสิญจน์โยงจากร้านเปรตไปถึงตรงพระสวด เมื่อทำพิธีเสร็จ ลูกหลานเเต่ละบ้านนั้น จะมาปีนเสาด้วยความคึกคักสนุกสนาน ซึ่งใครไปถึงยอดก่อนเชื่อกันว่าจะได้บุญเยอะ เเละเปรตของครอบครัวนั้นก็จะได้บุญกุศลเเรง เเละจะเป็นสิริมงคลเเก่ตัวผู้ที่ได้เองด้วย ประเพณีชิงเปรตถือว่าเป็นพิธีกรรมอย่างหนึ่งที่สำคัญมากในภาคใต้ เพราะจะได้ทำบุญครั้งใหญ่ไห้ผู้ที่ล่วงลับไปเเล้วนั้น เราก็ยังได้บุญตามกันไปอีกด้วย เป็นการเเสดงความกตัญญูอีกเเบบหนี่ง เพราะเป็นการนึกถึงเเละทำบุญไห้คนที่ล่วงลับไปเเล้ว เพื่อที่จะไห้คนที่ตายไปเป็นเปรตได้รับส่วนบุญที่ลูกหลานทำไปไห้นั่นเอง ส่วนของที่นำไปถวายพระนั้น ก็มีความหมายต่างๆอีกมากมายของโลกหลังความตาย ประเพณีชิงเปรต ถือว่าเป็นวันรวมญาติพี่น้องของชาวใต้เลยก็ว่าได้ ถึงจะทำงานอยู่ที่ต่างจังหวัด ก็จะลงใต้กลับมาร่วมงานเเน่นอน เป็นความสุขอีกวันหนึ่งของคนเเก่ที่ลูกหลานอยู่พร้อมหน้าพร้อมตา 

ประเพณีชิงเปรต เมื่อเริ่มจะทำพิธีกรรม จะมีขบวนเปรต เเต่ไม่ใช่เปรตจริง ๆนะ เเต่เป็นเปรตที่ชาวบ้านนั้นสร้างขึ้นมาไห้ดูเป็นตัวเเทนนั่นเอง ซึ่งเปรตก็มีทั้งน่ากลัวเเละน่ารัก มียมทูตต่างๆเเห่งนรก ซึ่งขบวนเปรตนั้นก็เป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งที่เเปลกตามากของชาวภาคอื่นๆ ทำไห้รู้สึกน่ากลัว กลัวบาปกันมากขึ้น เป็นที่สอนใจอีกเเบบหนึ่งของคนภาคอื่นๆ เพราะในความน่ากลัวนั้น ยังมีความที่เราไม่รู้ซ่อนอยู่ เช่น การทำบาป การผิดศีล เป็นต้น ประเพณีชิงเปรตไห้ข้อคิดหลายๆอย่าง มีทั้งสอนไห้รู้จักบาปกรรม สอนไห้รู้จักทำบุญโดยไม่ต้องรอใคร

ตั้งแต่ภาวะไข้โควิด 19 ระบาดเข้ามาในประเทศไทย ผลพ่วงที่ได้รับไม่ว่าจะเป็นเรื่องสุขภาพที่โดนกันเต็มๆ และต้องระวังกันให้มาก แต่สิ่งที่ผลตามมาคือเรื่องของเศรษฐกิจ ที่ตอนนี้ไม่ค่อยมีใครอยากไปร้านอาหาร จับจ่ายใช้สอย ท่องเที่ยว หรือเดินห้าง ซึ่งผลกระทบนี้ยังส่งผลต่อเราๆ ที่เป็นพนักงานลูกจ้างประจำด้วย เราลองมาดูกันว่ามีอาชีพอะไรบ้างที่ได้ผลกระทบนี้ไปเต็มๆ

อาชีพแรก พนักงานสายการบิน อันนี้โดนเต็มๆ เพราะมาตรการ ห้ามคนเดินทางออกนอกประเทศและไปกลุ่มประเทศเสี่ยง รวมถึงการเดินทางเข้าประเทศไทย จึงมีผลทำให้สายการบินต่างๆ ต้องงดเที่ยวบิน และหยุดชะงักกันไปตามๆ กัน ซึ่งนั่นหมายความว่า พนักงานสายการบินต่างๆ ก็ต้องหยุดตามไปด้วย ซึ่งรายได้ของคนเหล่านี้ โดยปรกติก็จะมีเรื่องเงินได้พิเศษ จากชั่วโมงบิน เข้ามาเกี่ยวข้อง นั่นจึงทำให้พวกเค้ามีรายได้ที่ลดลงไป

อาชีพไกด์หรือหัวหน้าทัวร์ อันนี้คงไม่ต่างอะไรกับพนักงานสายการบิน เพราะมาตรการ ห้ามคนเดินทางเข้าออกประเทศ ทำให้อาชีพไกด์หรือหัวหน้าทัวร์ขาดรายได้ไปทันที และอาจจะโดนหนักกว่าพนักงานสายการบินที่คนเหล่านั้นยังมีเงินเดือนประจำ แต่ไกด์หรือหัวหน้าทัวร์ส่วนใหญ่ มักจะมีรายได้จากการทำงานเป็นวันตามจริง หากวันไหนไม่ได้ออกทริป วันนั้นพวกเค้าจะไม่ได้รับค่าจ้าง

อาชีพเด็กเสริฟ์ และหัวหน้าครัวตามร้านอาหาร นี่ก็เป็นอีกอาชีพ ที่ต้องลำบากและมีผลพ่วงตามเจ้าของธุรกิจไปด้วย เนื่องด้วย ร้านอาหารต่างๆ เริ่มซบเซา คนส่วนใหญ่ไม่กล้าออกมากินข้าวนอกบ้าน นั่งร่วมรับประทานอาหารกับคนอื่นๆ ที่ไม่รู้จักในร้านอาหาร จึงทำให้ร้านอาหารบางร้าน ถึงกับต้องปิดตัวลง และก็ทำให้มีผลต่ออาชีพเด็กเสริฟ์ และหัวหน้าครัว ที่ต้องตกงานกันไปตามระเบียบ

อาชีพพนักงานขายของตามร้านค้า อาชีพนี่ก็คล้ายกันกับอาชีพเด็กเสริฟ์ ด้วยสภาวะเศรษฐกิจที่แย่อยู่แล้ว รวมกับภาวะของไข้โควิด19 คนไม่มีกำลังพอที่จะจับจ่ายใช้สอย หรือแม้แต่คนที่มีกำลังก็ต้องเก็บเงินไว้ สำรองจ่ายยามที่จำเป็นจริงๆ จึงทำให้ร้านค้าต่างๆ เริ่มซบเซา ห้างเริ่มไม่มีคนเดิน ทำให้พวกร้านค้าต่างๆ ที่เช่าพื้นที่ของห้าง ต้องมีจ่ายค่าเช่าที่ในทุกๆ วัน และทุกๆ เดือน แต่กลับไม่มีคนมาเดินซื้อของ จึงทำให้ร้านค้าเหล่านั้นแบกต้นทุนภาระค่าใช้จ่ายไม่ไหว อาจจะต้องลดรายจ่ายเลิกจ้างพนักงานหันมาดูร้านแทนลูกน้องกันไป ซึ่งอาชีพนี่ก็เป็นอาชีพที่ต้องผันตัวไปหางานใหม่กันทำ เพื่อความอยู่รอดของปากท้อง

ซึ่งทั้งหมดที่กล่าวมา ก็หวังว่าทุกคนจะกลับมามีงานทำกันต่อไปนะครับ

คุณเคยสังศัยไหมว่าสัตว์ต่างๆใต้ทะเลนั้นเราไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่ามันจะมีอยู่ใต้ทะเลจริงอีกทั้งต่างก็ยังหาข้อสรุปไม่ได้ว่ามันมีอยู่ในแถบไหนหรือว่าสัตว์แปลกประหลากเหล่านี้ที่มันยังคงเป็นปริศนามาอย่างยาวนานและได้มีนักวิทยาศาสตร์จึงได้มีการสั่งการให้ค้นหาเจ้าสัตว์แปลกประหลาดเหล่านี้เพื่อหาข้อสรุป

สัตว์ดึกดำบรรพ์ Mokele Mbembe ผู้หยุดสายน้ำ  Mokele Mbembe

สัตว์ลึกลับแห่งทวีปแอฟริกาโดยชื่อของมันนี้เป็นภาษาลิงกาลาที่มีความหมายว่า ผู้เดียวที่สามารถหยุดการไหลของน้ำได้Mokele Mbembe เป็นสัตว์ที่อยู่ในตำนานเหล้าขานของชนเผ่าพื้นเมืองเช่น ชนเผ่าปิกมี ว่าเป็นสัตว์ที่ดุร้ายมักชอบทำร้ายคนหรือสัตร์ที่ชอบเข้าไกล้ตัวโดยจะฆ่าให้ถึงตายแต่ก็จะไม่กินเมื่อว่ามันจะไม่ได้อยู่ในน้ำแต่ด้วยชื่อและตำนานของมันเกี่ยวข้องกับสายน้ำจากนั้นจึงได้มีการรวบรวมอยู่ในกลุ่มดียวกันจากบันทึกนั้นได้มีการพบเห็น Mokele Mbembe ตั้งแต่ในปี1176โดยบาทหลวงก็ได้เห็นมันตอนกำลังเดินทางไปเผยแพร่ศาสนาในประเทศคองโกต่อมาในปี1909หรือพุทธศักราช2452

ดร.พอร์ทกัสได้บันทึกว่าก็พบเห็นมันว่ายน้ำอยู่ในบึงใหญ่อย่างสบายอารมณ์ไกล้กับทะเลสาบแบงเบอลูประเทศเซอร์เบียตามหลักฐานการบันทึกของพวกเขาเหล่านั้นลักษณะของ Mokele Mbembe มีขนาดใหญ่มากลาวกับไดโนเสาร์ผิวหนังของมันนั้นไม่มีเกล็ดมีคอที่ยาวหางยาวตลอดลำตัวมีสีน้ำตาลแก่ดูคล้ายกับพันธุ์ไดโนเสาร์คอยาวอย่างมากและเนื่องด้วยที่มันนั้นคล้ายกับพันธ์ไดโนเสาร์นั้นเองคือจุดเริ่มต้นของการสำรวจเจ้าสัตว์ประแปลกประลาดแห่งทวีปแอฟริกาแห่งนี้ในปี1920หรือพุทธศักราช2463

ได้มีการตั้งถิ่นค้นหาขึ้นมาอย่างมากมายแต่ก็ไม่ได้ประสบความสําเร็จในการค้นหาเหล่านี้และซึ่งก็ไม่ได้มีอะไรใหม่ๆถูกรายงานออกมาจนกะทั้งในปี1948หรือพุทธศักราช2491lvan T.Sandersonได้เขียนรายงานการตามหา Mokele Mbembe ซึ่งเป็นเรื่องราวที่ทำให้อย่างเจ้าสัตว์ลึกลับนั้นกลับมาเป็นที่สนใจอีกครั้งจนมีการเร่งสำรวจในปีต่อมาปี1960 ปี1972 ปี1976 และในปี1980จนหลักฐานเกี่ยวกับมันเริ่มจะหนักแน่นมากขึ้นโดยค้นพบว่ามันอาจสูงสุดถึง30/35ฟุตซึ่งจากนั้นได้มีการพบเห็นครั้งสุดท้ายเกิดขึ้นเมื่อเดือนเมษายนในปี2000

ประเทศแคเมอรูนโดยเจ้าหน้าที่พิทักษป่าแคเมอรูนสองคนคณะที่ชนพื้นเมืองบอกว่า Mokele Mbembe ซึ่งมันอาจจะศูนย์พันธุ์ไปแล้วก็ได้จากการล่าเพื่อเอาเนื้อมาบริโภคแต่แล้วคนที่กินเนื้อเข้าไปนั้นก็จะเสียชีวิตไปด้วยและในส่วนหลักฐานอื่นที่เกี่ยวข้องกับมันก็จะได้เห็นแค่เพียงแต่รูปภาพถ่ายที่ถ่ายมันมาได้จากระยะไกลรวมไปถึงรอยเท้าซึ่งก็ยังบอกรายละเอียดอะไรได้ไม่มากนักสาเหตุที่ทำให้ Mokele Mbembe นั้นยังคงเป็นสัตว์ลึกลับแห่งทวีปแอฟริกาต่อไปก็เพาะว่าการที่สำรวจค้นหา Mokele Mbembe นั้น

แสนจะลำบากทั้งการเดินทางและโรคภัยไข้เจ็บอีกทั้งระยะทางที่ไกลมากและความชํานาญในพื้นที่ที่ไม่เพียงพอสำหรับคณะสำรวจซึ่งในปัจจุบันก็ยังไม่มีข้อมูลใหม่ๆให้พวกเรานั้นได้ทราบกัน สรุปแล้ว Mokele Mbembe ผู้หยุดสายน้ำก็ยังคงเป็นปริศนาให้เราคอยการสำรวจต่อไป

C1A9F65C8466457C8A1169320F1B8C15

วันนี้เราจะมาพูดเรื่องราวที่เกี่ยวกับ สปป ลาว ว่ามันเป็นอย่างไร

เราจะเห็นได้ว่า สปป ลาว เป้สถานที่ที่ไม่มีใครเข้าไปในพื้ที่นั้นมาก่อนซึ่งมันเป็นดินแดนต้องห้ามที่ทางรัฐบาล สปปลาว ได้ปกปิดเอาไว้มาตลอดมานานหลาย10ปีสาธารณะรัฐประชาชนลาวได้แบ่งการปกครองในระดับบนสุดเป้น18เขตโดยมีนครหลวงเวียงจันทรเป็นเมืองหลวงและเขตต่างๆอีก17แขวง

ซึ่งโดยแขวงเป็นเขตการปกครองสูงสุดของประเทศหรือทียบได้กับจังหวัดของประเทศไทยโดยมีเจ้าแขวงเป็นผู้บริหารปกครองแขวงและได้มีเมืองเอกเป็นเมืองหลวงของแขวงในบันดาแขวงทั้ง17ของประเทศลาวไซสมบูรณ์เป็นที่ตั้งขึ้นล่าสุดโดยพึ่งตั้งขึ้นเมื่อปีพุทธศักราช2556ก่อนหน้านั้นไซสมบูรณ์มีสถานะเป็นเพียงแขกพิเศษโดยมีการบริหารระบบจัดการที่ต่างไปจากแขวงอื่นใดเพราะในพื้นที่มีกลุ่มชาติพันธุ์หรือชนกลุ่มน้อยอาศัยอยู่เป็นจำนวนมากจึงเมื่อรัฐบาลมองเห็นถึงความพร้อมจึงได้มีการจัดตั้งเขตพิเศษนี้ให้เป็นแขวงไซสมบูรณ์เพื่อให้สามารถแก้ไข้ปัญหาการปกครองระดับท้องถิ่นได้อย่างสะดวกไกล้ชิดและพูดถึงโดยหวังให้เขตพื้นที่นี้ได้รับการพัฒนาเช่นเดียวกัน

กับแขวงอื่นๆทั้งในด้านคุณภาพชีวิตเศรษฐกิจวัฒนธรรมสังคมการท่องเที่ยวและแนวคิดทางการเมืองแขวงใหม่ที่ได้จัดตั้งขึ้นนั้นได้มีกาจัดแบ่งและแยกรวมพื้นที่เขตพิเศษเดิมกับแขวงไกล้เคียงงทำให้มีเมืองอยู่ในเขตปกครองประมาณ5เมือง คือเมืองเล่อซาน เมืองโฮม เมืองล่องแจ้ง เมืองหม เมืองท่าโทม

โดยมีเมืองอนุวงเป็นเมืองเอกแขวงไซสมบูนซึ่งเป็นเพียงแขวงเดียวของประเทศลาวที่ไม่มีเขตติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้านโดยอยู่ห่างจากนครหลวงเวียงจันทรไปทางตะวันออกเฉียงเหนือประมาณราวๆ230กิโลเมตรเข๖แขวงนั้นมีพื้นที่ประมาณ8500ตาตรากิโลเมตรภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นเทือกเขาสลับซับซ้อนอุดมสมบูรณ์ไปด้วยป่าไม้

และโดยมียอดเขาสูงสุดชื่อภูเขาภูเบี้ย ซึ่งถือว่าเป็นภูเขาที่สูงที่สุดใน สปป ลาว คือมีระดับความสูงประมาณ2800เมตรจากระดับน้ำทะเลสภาพเช่นนี้ทำให้ภูมิอากาศโดยเฉลี่ยของแขวงค่อนข้างหนาวเย็นอยู่ตลอดโดยเฉพาะยอดภูเบี้ยเล่ากันว่าบนนั้นจะมีอุณหภูมิติดลบเย็นอยู่ตลอดทั้งปีแล้วเรื่องราวทั้งหมดนี้ก็เป็นเรื่องที่ สปป ลาว ได้ปกปิดมาอย่างยาวนานและไม่มีใครรู้มาก่อนเลยว่าที่ประเทศลานั้นก็มีแขวงที่ได้ก่อตั้งล่าสุดขึ้นมาด้วยและในกาสำตรวจของ สปป ลาว

ที่เต็มไปด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์และทางด้านธรรมชาติที่น่าอัศจรรย์ใจหากใครที่ชื่นชอบท่องเที่ยวในทางด้านประวัติศาสตร์ก็สามารถไปท่องเที่ยวและเดินทางไปได้เลยที่ประเทศ สปป ลาว ขอรับลองเลยว่าหากได้ไปแล้วจะติดใจและยังได้สัมผัสกับอากาศที่หนาวเย็นอีกด้วย

คุณรู้หรือไม่ว่าในประเทศเพื่อนบ้านของเรานั้นมีอะไรที่แปลกตาที่มันสามารถทำให้เรานั้นได้ตื่นเต้นไปกับความแปลกใหม่ของประเทศเพื่อนบ้านซึ่งคุณอาจจะไม่เชื่อก็ได้ว่าประเทศเพื่อนบ้านนั้นมีไอศครีมไข่จระเข้ที่สุดแปลกและอร่อยอีกด้วยนั้นก็ถือได้ว่าเป็นอะไรที่สุดแปลกเอาสะจริงๆ

รับจ้างนั่งรถ  

สำหรับที่กรุงจาการ์ตาเป็นเมืองหลวงของอินโดนีเซียได้มีกฏหมายว่ารถยนต์ที่วิ่งบนถนนหลักนั้นจะต้องมีผู้โยสารนั่งในรถมาด้วยห้ามต่ำกว่า3คนและด้วยเหตุนี้เองในทุกๆวันนั้นมันก็จะมีคนหัวใสทั้งชายแล้วก็หญิงและรวมไปถึงเด็กหลายร้อยคนได้มายืนเรียงแถวกันบนถนนในสายหลักในกรุงจาการ์ตาเพื่อรับจ้างนั่งเก๋งในช่วงที่ชั่วโมงเร่งด่วนกันอย่างมากและซึ่งหากว่าใครนั้นมาคนเดียวก็จะทำสัญญาณนิ้วเดียวและในส่วนที่มาเป็นคู่ก็จะชูสองนิ้วซึ่งคุณเชื่อไหมว่าอาชีพนี้ยังสามารถสร้างรายได้ให้กับพวกเขาได้ถึงวันละ10 – 15ดอลล่าร์หรือว่าประมาณ300 – 400เลยทีเดียวแต่ทว่าในปี2559หน่วยงาน

ด้านการจราจรของกรุงจาการ์ตาก็ได้ระงับนโยบายเหล่านี้ออกไปเพื่อลดความแออัดลงได้หรือไม่และถ้าหากว่าจำนวนรถยนต์ไม่ลดลงก็แสดงว่าระบบที่ใช้งานมาตั้งแต่ปี2546หรือกว่า10เนี่ยมันไม่ได้ผลแต่อย่างใดซึ่งสำหรับการยกเลิกนโยบายนี้ก็จะถือได้ว่าเป็นข่าวร้ายสำหรับของคนที่ทำมาหากินในอาชีพจ๊อกกี้ที่ว่านี้ซึ่งเพราะพวกเขาต้องขาดรายได้ถึง10000 – 15000ต่อเดือนเลยทีเดียว

ไอศกรีมไข่จระเข้  Crocodile Egg lce Cream 

มีอยู่วันหนึ่งได้มีสองสามีภรรยา ไดโน และ บิแอนกา รามอส เจ้าของร้าน “สวีท สปอต ก็ได้เกิดคิดไอเดียใหม่ขึ้นมาได้เอาไข่จระเข้นำมาเป็นไอศครีมโดยที่ทั้งคู่นั้นไม่ได้ทำร้ายจระเข้แต่อย่างใดเลยสักตัวอีกทั้งมันยังเป็นสัตว์ที่ไกล้จะสูญพันธุ์ก็ไม่ได้ทำร้ายจระเข้แต่อย่างใดแต่อย่าพึ่งเข้าใจผิดกันไป

เพราะว่าพวกเขานั้นจะใช้ไข่แดงของไข่จระเข้ที่เป็นไข่ฟกและไม่สามารถที่จะฝักออกมาเป็นตัวได้นำเอามาทำเป็นไอศครีมซึ่งพวกเขาได้เชื่อกันว่าไข่ของจระเข้นั้นจะมีไข่แดงถึง80%และมันมีประโยคต่อสุขภาพมากมากกว่าไข่ไก่สะอีกและถ้าหากว่าใครนั้น

 

ที่สนใจที่อยากจะลองไปชิมรสชาติไอศครีมไข่จระเข้เพื่อลองความแปลกใหม่ของไอศครีมจระเข้ก็สามารถไปชิมไอศครีมไข่จระเข้ได้ในประเทศฟิลิปปินส์ซึ่งถือได้ว่าเป็นเรื่องที่แปลกและมีแค่เพียงประเทศฟิลิปปินส์เท่านั้น